สิ่งที่ไทยควรศึกษาว่า  ทำไมชาวมุสลิมถึงเกลียดสหรัฐฯ [ 4.62.252.93 ]

สิ่งที่ไทยควรศึกษาว่า  ทำไมชาวมุสลิมถึงเกลียดสหรัฐฯ  นัก  
 --  กฤต  วิวัฒธนกุล  --  
 1.เพื่อให้อ่านง่ายขึ้นผมขอโพสต์ตัวบทความในช่องแสดงความเห็นนะครับ  
 2.บทความมีขนาดยาว  ขอแบ่งลงเป็นช่วงๆ  
 3.มีความเห็นอย่างไรหลังจากอ่านบทความชิ้นนี้  และกับการตั้งคำถามว่า  *ทำไมชาวมุสลิมถึงเกลียดสหรัฐฯ  *  และการเปรียบเทียบ  ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเราควรมีนโยบายต่างประเทศกับเพื่อนบ้านเหล่านั้นอย่างไร  ครับ  
 
[จามร 21 ม.ย. 2546 10:07 ]

 

ความคิดเห็นที่ 1 [ 203.113.34.8 ]
น่าสนใจครับ  ขอความเห็นจากหลายๆด้านด้วยครับ  
 ผมว่าไทยควรเป็นตัวของตัวเองและมีเศรษฐกิจที่เข้มแข้งกว่านี้  หลากหลายความชำนาญ  ควรเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมต่อไปครับ  ต้องมีแผนแม่บทสำหรับเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาครับ  น่าจะแยกศึกษาและกำหนดลักษณะของแต่ละเมืองไว้สำหรับอนาคตให้ชัดเจนและหลากหลายกว่านี้ครับ  
 จะอย่างไรก็ตามไม่ค่อยมีใครชอบมลพิษทุกชนิด  เรื่องนี้ต้องวางแผนให้ดีครับ  
       ผมอยากฟังแนวคิดในการพัฒนาสังคมของชาวมุสลิมเหมือนกันครับ

[เสียง - - 21 ม.ย. 2546 11:06 ]

 

ความคิดเห็นที่ 2 [ 209.179.233.150 ]
ที่ดู  ๆ  มา  คิดว่าสหรัฐไม่ค่อยจะสนใจว่า  ชาวมุสลิมจะเกลียดหรือไม่  เพราะนโยบายสี่ห้าสิบปีก่อนเป็นเยี่ยงไร  ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นเยี่ยงเดิม  สหรัฐสนใจเพียงแต่ว่า  รัฐบาลเผด็จการของประเทศมุสลิมตะวันออกกลางจะเอนทางไหนมากกว่าครับ  ลองสังเกตุดูสิครับว่า  มีประเทศกี่ประเทศในแถบนั้นที่ตั้งตนเป็นอริขัดแย้งอย่างเปิดเผยกับสหรัฐ  ?

[ - - 21 ม.ย. 2546 11:46 ]

 

ความคิดเห็นที่ 3 [ 192.168.1.177 ]
เอ  ผมยังไม่เห็นบทความที่ว่า  
   
 ผมยังไม่แน่ใจว่าชาวไทยเรา  พวกเฮไหนเฮนั่น  จะได้ประโยชน์อันใดในการตอบคำถามนี้  เราเป็นมิตรไปหมด  คบได้ทั้งนั้น  แถมมีชองทางขายของเราก็ไม่ตั้งแง่อะไร    
 ชักอยากอ่านว่าคนเขียนมองเห็นประโยชน์ด้านใด  
   
 ผมเองไม่ใช่มุสลิมแต่ก็ไม่ชอบรัฐบาลนายบุช  แต่คุณคลินตั้นผมก็ยอมรับได้  
   
 ที่น่าสนใจ  คือกลับคำถามใหม่  ว่าสิ่งที่อเมริกาควรศึกษาว่าทำไมอเมริกาถึงโดนเกลียดโดยมุสลิม  คุณอยู่ที่โน่น  น่าจะลองถามอเมริกันชนดูนะ  ผมถามมาหลายคน  มันตอบไม่รู้ทั้งนั้น

[BB - - 21 ม.ย. 2546 15:00 ]

 

ความคิดเห็นที่ 4 [ 202.156.76.167 ]
สวัสดี  น้อง  จามร  ด้วยจ้ะ      
         พี่ว่าจะยังไม่เข้ามา  แต่  กลัวน้องเหง๋า    อย่างงี้ดีกว่า    พี่เองก็อยากคุยเรื่องนี้มากๆ  เลย    แต่  พี่เกรงที่จะพูดอะไรออกไป    เพราะกลัวคําพูดพี่ไปมีส่วนเสริมให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้เป็นข้ออ้างในความชอบธรรมของแต่ละฝ่าย        จึงได้แต่พยายามไม่พูดเรื่องสงคราม  ระหว่าง  สหรัฐ  กับอีรัค    มากนัก    เนื่องด้วยเพราะเหตุที่ว่า    ยังมีทหาร  สหรัฐ  และ  อังกฤษ    ประจําการอยู่ในประเทศ  อิรัก      มากอยู่  พี่เป็นห่วงชีวิตพวกเขา      พูดกันในเน็ท  วิ่งสายไปทั่วโลกอย่างนี้    พี่คิดว่าพวกเราต้องระมัดระวังสักนิดนึงก็ยังดี      ถึงแม้บางอย่างจะไม่ถูกไม่ต้อง    แต่พี่ก็ยังต้องอดทนเก็บความรู้สึก    ไว้    ไว้รอให้พวกเขากลับบ้านกลับเมืองของตนก่อนเมื่อนั้นพี่จะพูด    ขอแสดงความคิดเห็นในส่วนตัวสั้นๆ  ว่า  สหรัฐ    ทําผิดพลาดมากในสงครามครั้งนี้    และเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียมากเกินความจําเป็น  และ  โดยใช่เหตุ    ผิดพลาดมากๆ  จริงๆ  พี่แสดงความคิดเห็นแค่นี้ก่อนนะสําหรับเรื่องนี้    หวังว่าน้อง  จามร  คงจะพอเข้าใจ      พี่ว่านะ    ทางสหรัฐ    ควรจะปรับบทบาทของตัวเองให้ชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราวเสียที        และน่าจะเพิ่มงบประมาณ    ไปปรับปรุงทางด้านอวกาศ  ให้ยิ่งๆ  ขึ้นน่าจะดีกว่า  แม้จะไปตั้งบ้านสร้างเมืองอยู่บน    ดวง  จันทร์    แล้ว  นําแร่ธาตุต่างๆ  บนดวงจันทร์มาใช้      ก็คงไม่มีใครเขาว่าหรอก  พี่ว่านะ        
 

[mahnui - - 21 ม.ย. 2546 17:34 ]

 

ความคิดเห็นที่ 5 [ 202.133.172.179 ]
รออ่านอยู่ค่ะคุณจามร        
 เห็นด้วยกับคุณนุ้ยค่ะว่าให้ไปเพิ่มงบด้านอวกาศดีกว่า        แต่ขอเป็นโครงการดาวอังคารนะคะ      เผื่อศศิจะได้ไปทัวร์ดาวอังคารก่อนซี้แหง๋แก๋อ่ะเพราะรอถึงปี  2070  ไม่ไหวค่ะ      

[ศศิ - - 21 ม.ย. 2546 20:46 ]

 

ความคิดเห็นที่ 6 [ 203.113.61.110 ]
   ความรักในพี่น้องที่นับถือศาสนาเดียวกันนั้นยิ่งใหญ่มาก    อเมริกาไปทำสงครามบ้านเขา  ทำให้คนเขาบาดเจ็บล้มตาย  มากมาย    ลูกขาดขาดแม่-พ่อ  พิการ  จะเห็นมีเด็กคนหนึ่งในข่าวที่ศูนย์เสียแขนสองข้างดูแล้วน่าสงสารมากที่สุด    ผมไม่อยากให้มีสงคราม  เพราะสงครามมีแต่ทำลายล้าง  ทำไมไม่ใช้สันติวิธี  ที่ดีกว่านี้      อเมริกาต้องถอยทหารออกให้หมดโดยเร็ว  และให้เขาปกครองกันเอง  และไม่ฉกฉวยผลประโยชน์ของเขา  เท่านี้ก็พอ  แล้วรีบเร่งบูรณะบ้านช่องเสียหายให้เขาด้วย  และรีบระดมความช่วยเหลือไปทั่งโลกช่วยชาวอิรักให้มากๆ      ความเกลียดโกรธอาจลดลงได้    
   
   
 

[กล้วยไม้ - - 21 ม.ย. 2546 21:15 ]

 

ความคิดเห็นที่ 7 [ 4.62.252.93 ]
สวัสดีครับ  ท่านอาเสียง  คุณความคิดเห็นที่  2  คุณBB  คุณพี่  mahnui  และ  คุณพี่  ศศิ    
 เมื่อวานผมโพสต์แล้ว  หายไปทั้งหน้าผมเลยออกไปเลยครับไม่นึกว่าจู่ๆโผล่ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่.........จะทะยอยลงเลยล่ะกันนะครับ(จะพยายามโพสต์ให้ได้)    
 

[จามร - - 21 ม.ย. 2546 23:06 ]

 

ความคิดเห็นที่ 8 [ 4.62.252.93 ]
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่น่ามองและศึกษาเป็นอย่างยิ่ง  เพราะว่าประเทศไทยของเราก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เหมือนกัน  คือ  ไม่ว่าทำดีเท่าไรกับประเทศเพื่อนบ้าน  เราก็ยังพบกับปัญหาที่สร้างความรู้สึกจงเกลียด  จงชังจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อคนไทยมากเท่านั้น  ปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นคล้ายๆ  กับสหรัฐฯ  ที่ต้องผจญอยู่ในขณะนี้  กล่าวคือ  ความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ  กับชาวมุสลิมทั่วโลก  รู้สึกจะสวนทางกันอยู่ทุกขณะ  ไม่ว่าสหรัฐฯ  จะทำอะไรดูเหมือนจะไม่ดีไปเสียหมด  
   
 ปัญหาดังกล่าว  ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงวันสองวันนี้เท่านั้น  แต่เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานานแล้ว  ฉะนั้นเราต้องมาศึกษาถึงต้นเหตุของปัญหาว่าเกิดจากอะไร  ทำไมชาวมุสลิมถึง  “ไม่เอาสหรัฐฯ  ”  สาเหตุก็คือ  นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา  ในช่วงยุคสงครามเย็น  สหรัฐฯ  พยายามทำทุกวิถีทางที่จะเข้าไปมีส่วนและเข้าแทรกแซงในกิจการภายในของโลกมุสลิม  (และชาติอื่นๆ  ในทุกภูมิภาคทั่วโลก)  โดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง    
   
 ประเทศแรกที่สหรัฐฯ  เข้าไปแทรกแซงสำเร็จและเห็นได้ชัด  ก็คือ  อิหร่าน  จากการกระทำในครั้งนั้น  เป็นผลให้สหรัฐฯ  สามารถควบคุมการผลิตน้ำมันของอิหร่านได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน  และในขณะเดียวกันสหรัฐฯ  เข้าไปช่วยเหลืออิสราเอลในทุกเรื่อง  ซึ่งสหรัฐฯ  ก็รู้ดีว่า  การกระทำดังกล่าวจะต้องทำให้คนมุสลิมโกรธและเคืองเข้ากระดูกดำ  แต่สหรัฐฯ  ก็ยอมทำ  เพราะเนื่องจากผลประโยชน์และอิทธิพลทางการเมืองที่ชาวยิวในสหรัฐฯ  มีต่อคนในรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐฯ  
   
 เช่นเดียวกันในเรื่องของอิหร่าน  สหรัฐฯ  ได้สูบผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันอย่างเต็มที่เช่นกัน  และนั่นก็คือ  เหตุที่ทำให้ราชวงศ์เรซ่า  ปาลาวี  ล่มสลายไปในที่สุด  โดยฝีมือของ  อะยาโตลาห์  โคไมนี    
   
 การกระทำของสหรัฐฯ  ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น  ไม่ใช่สหรัฐฯ  เลือกที่จะทำ  แต่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น  “พฤติกรรม”  ที่สืบต่อกันมาจนเป็นติดเป็นนิสัยก็ว่าได้  และสหรัฐฯ  ได้มีพฤติกรรมดังกล่าวกับทุกประเทศในโลก  กล่าวคือ  ถ้าประเทศไหนรัฐบาลไหนมีผลประโยชน์กับสหรัฐฯ  ๆ  ก็จะทุ่มไม่อั้น  ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ  ก็จะสูบไม่อั้นเช่นกัน  แต่จะมาเป็นในรูปแบบการเอื้ออำนวยในด้านธุรกิจ    
   
 ถ้าเรามองถึงเรื่องดังกล่าวก็จะพบว่าปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นกับเมืองไทยมาแล้ว  และถ้าเราศึกษาให้ดีก็จะพบว่าตั้งแต่สมัยยุคจอมพล  ป.  พิบูลสงคราม  สหรัฐฯ  ก็พยายามที่จะเข้าแทรกแซงในเรื่องต่างๆ  ของประเทศไทย  และเป็นหนึ่งในชนวนแห่งการแตกหัก  และล่มสลายของรัฐบาลจอมพล  ป.  เนื่องจากสหรัฐฯ  ไม่ต้องการให้ไทยคบกับจีนแดง  โดยการนำของประธานาธิบดี  เหมา  เจ๋อ  ตุง  ซึ่งพึ่งจะขับไล่รัฐบาลจีนคณะชาติของจอมพลเจียง  ไค  เช็ค  ไปอยู่ที่ไต้หวัน  ในขณะนั้นรัฐบาลของจอมพล  ป.  เห็นว่าถ้าไทยคบกับจีนแดงแล้ว  ความปลอดภัยและการคุกคามเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยก็จะลดน้อยหรืออาจจะไม่มีก็ว่าได้  แต่  ณ  ตอนนั้น  สหรัฐฯ  ไม่ต้องการให้ประเทศใดๆ  ก็ตามคบหากับจีนแดง  ประจวบเหมาะกับที่ในช่วงดังกล่าว  จอมพล  ป.  เกิดอาการ  “ปีนเกลียว”  กับจอมพลสฤษดิ์  จึงเป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติในวันที่  16  กันยายน  พ.ศ.  2500  จากนั้นไทยก็ตกอยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐฯ  มาโดยตลอดถึง  18  ปี    
   
 ในช่วง18  ปีนั้น  ไทยต้องเสียชีวิตและทรัพย์สิน  เพราะการรบพุ่งกันเองระหว่างคนไทยด้วยกันที่มีความคิดทางการเมืองต่างกัน  ถ้าถามว่าเรื่องดังกล่าวสหรัฐฯ  รู้เห็นเป็นใจหรือไม่  ก็ต้องตอบว่าไม่มากก็น้อย  เพราะในสมัยนั้น  สหรัฐฯ  ถึงขนาดมาตั้งฐานทัพในไทยเพื่อส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียดนาม  ลาว  และเขมร  และการตั้งฐานทัพดังกล่าวก็ส่งผลกรรมมาถึงปัจจุบัน  คือ  ผู้นำเวียดนามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ก็ยังมีความรู้สึก  “ตะขิดตะขวงใจ”  ในการที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีกับไทย  เพราะพวกเขาถือว่า  ไทยช่วยสนับสนุนให้สหรัฐฯ  ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดฆ่าพี่น้องชาวเวียดนามของเขา  และต่อมารัฐบาลในยุคของ  ม.ร.ว.  คึกฤทธิ์  ปราโมช  ก็เริ่มดำเนินนโยบายและใช้วิธีดังที่  จอมพล  ป.  พยายามใช้แล้วในการแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทย  โดยได้เปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ  ซึ่งก็ได้ผลจนเป็นเหตุให้ปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ในไทยค่อยๆ  หมดไปในที่สุดในยุครัฐบาล  พล.อ.  เปรม  ติณสูลานนท์  แต่ในช่วงดังกล่าว  สหรัฐฯ  ก็ได้ออกมา  “ปล่อยข่าว”  ว่า  ไทยคือรายต่อไปในทฤษฎี  “โดมิโน่”  ก็คือ  ไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลที่สหรัฐฯ  สนับสนุนในเขตประเทศอินโดจีนได้ล้มไปตามๆ  กัน  จากนั้นสหรัฐฯ  ก็ไม่เคยเหลียวแลไทย  ปล่อยให้ไทยต้องเผชิญชะตากรรมของตนเอง  แต่ก็คงด้วยพระบารมีของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์และความร่วมใจของทั้งผู้นำและคนในชาติ  ประเทศไทยจึงยังคงอยู่ได้ถึงทุกวันนี้  ไม่ต้องสิ้นชาติอย่างบางประเทศ  
 

[จามร - - 21 ม.ย. 2546 23:08 ]

 

ความคิดเห็นที่ 9 [ 4.62.252.93 ]
ที่ต้อง  “เกริ่น”  ในเรื่องดังกล่าวให้ฟัง  เพราะผู้อ่านจะได้เห็นภาพบางอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น  ภาพแห่งความเห็นแก่ได้ของสหรัฐฯ  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เกิดจากชนชาวสหรัฐฯ  แต่เกิดกับคนในรัฐบาลสหรัฐฯ  ที่เป็นผู้กำหนดขึ้นนั่นเอง  สิ่งที่เขียนมาข้างต้นนั้น  หลายๆ  ประเทศ  นอกจากไทยที่โดนในช่วงนั้น  ประเทศต่างๆและผู้นำของประเทศนั้นๆ  ที่เคยมีสหรัฐฯ  เข้าไป  “ช่วยเหลือ”  ก็โดนเช่นกัน  และเมื่อใดที่ประเทศนั้นหรือผู้นำคนนั้น  หมดประโยชน์กับสหรัฐฯ  แล้ว  สหรัฐฯ  ก็เขี่ยทิ้งได้อย่างง่ายดายเช่นกัน  และนี่ก็คือ  ต้นเหตุแห่งความเกลียดชังสหรัฐฯ  เพราะสหรัฐฯ  มีแต่ต้องการที่จะได้  แม้จะมีให้บาง  ก็เปรียบได้ดังเช่น  “เศษสวะ”  ที่หยิบยื่นให้เท่านั้น  สหรัฐฯ  ไม่เคยสนใจหรือเหลียวแลในเรื่องใดๆ  ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นอย่างจริงจังและจริงใจ  นอกจากผลประโยชน์ของสหรัฐฯ  เองเท่านั้น  อนิสงฆ์ผลกรรมดังกล่าว  จึงเป็นเหตุให้สหรัฐฯ  ต้องตกอยู่ในสภาพของคนเสียจริต  เป็นอย่างมากในช่วงยุคสงครามเย็น  กล่าวคือ  สหรัฐฯ  ต้องหล่อเลี้ยงรัฐบาลของประเทศต่างๆ  ด้วยเงินและอำนาจเท่านั้นซึ่งรวมทั้งไทยด้วย  แต่ไม่ได้ใจของคนในประเทศนั้นเลย  จะเห็นได้ว่าจากการประท้วงหรือประทุษร้ายรายวันต่อสหรัฐฯ  ในช่วงดังกล่าว    
   
 วิถีทางแห่งการ  “เลือกปฏิบัติ”  ดังกล่าว  จึงอาจจะตกมาเป็นมรดกที่คนไทยและรัฐบาลไทยสืบทอดมา  และยังผลให้ประเทศไทยและคนไทยที่ไปมีธุรกิจต่างๆ  ในประเทศเพื่อนบ้านต่างใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น  คือ  มีแต่ได้ไม่ยอมเสีย  และผลกรรมดังกล่าว  เราก็มักจะได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น  ชาวลาวยกขบวนไปประท้วงหน้าสถานฑูตไทยประจำกรุงเวียงจันทน์  หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นสดๆ  ร้อนๆ  ก็คือ  การบุกเผาสถานฑูตไทยในกรุงพนมเปญ  เพราะว่าในความคิดของคนเหล่านั้น  มีความรู้สึกว่า  คนไทยที่อยู่ที่นั้นและรัฐบาลไทย  ต่างเพียงเห็นแก่ได้  เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ในชาติของเขาเท่านั้น  ดังนั้นในการเข้าไปทำธุรกิจต่างๆ  ในประเทศเพื่อนบ้าน  ภาครัฐบาลและเอกชนเคยทำความเข้าใจกันในเรื่องดังกล่าวกันบ้างหรือเปล่า  เราเคยมีการทำ  “ยุทธศาสตร์เชิงรุก”  เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่  การที่เราคิดแต่เพียงว่า  เข้าไป  “เซ่น”  เจ้าหน้าที่ของรัฐฯ  ในระดับชาติของประเทศนั้นๆ  จะสามารถป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน  นั่นคือความคิดที่สั้นแสนสั้น  เพราะความคิดดังกล่าว  ก็ได้ทำให้เราเห็นประจักษ์พยานในตัวมันเองมากแล้ว  แล้วทำไมเราไม่ยอมเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของสหรัฐฯ  ในอดีตที่ผ่านมา  ก็เพราะวิธีการเช่นนี้ใช่หรือไม่  ที่สหรัฐฯ  จำต้องถอยตัวออกจากภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มานานกว่า  10  ปี  และจากความผิดพลาดเช่นนี้ใช่ไหมที่ประเทศในตะวันออกกลางถึงไม่เอาสหรัฐฯ    
 

[จามร - - 21 ม.ย. 2546 23:09 ]

 

ความคิดเห็นที่ 10 [ 4.62.252.93 ]
การที่เราสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการจลาจลในกรุงพนมเปญนั้น  หาใช่เรื่องที่ดีไม่  เพราะรังแต่จะสร้างความเกลียดชังให้กับคนเขมรที่มีต่อไทย  ฉะนั้นเราน่าจะมองว่าทำไมหลายชาติที่เข้าไปหาผลประโยชน์ในประเทศเหล่านั้น  กลับไม่ถูกรังเกียจเท่าไทย  ตัวอย่างที่น่าจะนำมาเป็นข้อมูลในการศึกษา  นั่นก็คือ  ประเทศญี่ปุ่น  ถ้าเรามองให้ดีแล้ว  ในช่วงหนึ่งญี่ปุ่นก็ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เอาแต่ได้เฉกเช่นสหรัฐฯ  ถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อช่วงปีพ.ศ.  2516  –  2519  ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน(อย่างผิดวิธี)  
   
 และเราก็เห็นการประท้วงในเรื่องต่างๆ  จนแถบจะเรียกได้ว่ามีการประท้วงรายวันในไทย  และประเทศหนึ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งการโจมตีนั้น  โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในประเทศไทย  นั่นก็คือ  ประเทศญี่ปุ่น  ในช่วงดังกล่าว  นักปลุกระดมทั้งหมดต่างพยายามชักจูงให้คนไทย  “บอยคอต”  ญี่ปุ่น  โดยไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น  ซึ่งถ้าถามว่าญี่ปุ่นเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่  ก็คงต้องตอบว่ามีความเป็นจริงสูง  เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  บริษัทญี่ปุ่นต่างๆ  ในไทย  ไม่เคยมีผู้บริหารระดับสูงในระดับวางนโยบายเป็นคนไทยเลย  การลงทุนต่างๆ  ของบริษัทญี่ปุ่นในไทย  ก็มีญี่ปุ่นถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า  ซึ่งในขณะนั้นญี่ปุ่นก็ได้สร้าง  ”นโยบายแห่งการรอมชอม”  นั่นก็คือ  ภาครัฐบาลและภาคเอกชนญี่ปุ่น  ได้รวมกันสร้างความเข้าใจระหว่างญี่ปุ่นกับไทยให้มากยิ่งขึ้น  คือใช้  .”นโยบาย  give  before  take”  หรือ  “นโยบายให้ก่อนรับ”  จากนั้นสัมพันธภาพระหว่างไทยกับญี่ปุ่น  ก็ดีขึ้นเรื่อยๆเป็นระดับ  ไม่ใช่แต่ประเทศญี่ปุ่นได้ใช้นโยบายนี้เท่านั้น  แม้แต่จีนก็ใช้นโยบายนี้เช่นกัน  และช่วงหนึ่งของรัฐบาลไทยในยุคของ  พล.อ.  
ชาติชาย  ชุณหะวัณ  ก็ได้นำวิธีดังกล่าวมาใช้เช่นกัน  ซึ่งก็ประสบผลดีทำให้นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ากับกลุ่มประเทศอินโดจีนราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง  จากนั้นมาเราก็ไม่เคยเห็นประเทศไทยไม่ว่าภาครัฐบาลหรือเอกชนใช้หลักการดังกล่าวอีกเลย  มีแต่การสร้างความ  “แนบแน่น”  เป็นการส่วนตัวกับผู้มีอำนาจของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง  ซึ่งต้องถือว่าเป็นการใช้  “นโยบายให้ก่อนรับ”  อย่างผิดวิธี  และควรจะพึ่งสังวรว่าผู้นำประเทศเหล่านั้น  ถึงเวลาก็จะหมดอำนาจไป  หรือเมื่อถึงเวลาเข้าตาจนจริงๆ  ก็ไม่สามารถช่วยเหลือไทยได้เต็มทีอย่างที่เกิดขึ้นในเขมรเช่นกัน  ฉะนั้นการผูกมิตรกับคนทั้งประเทศของประเทศนั้นๆ  น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการผูกมิตรแต่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นเท่านั้น  
 

[จามร - - 21 ม.ย. 2546 23:11 ]

 

ความคิดเห็นที่ 11 [ 4.62.252.93 ]
--  ลุ้นกันตัวโก่งครับ  กว่าจะโพสต์ได้ทั้งหมด  นี่ขนาดกะเอาตอนดึกๆของเมืองไทยอย่างที่พี่กุลธิดา  ว่าแล้วนะ    
 อยากอ่านความเห็นท่านทั้งหลายเกี่ยวกับบทความนี้และคำถามข้างต้นครับ  โดยเฉพาะคุณคีรี  คุณกุลธิดา  คุณยืนยง  คุณบุญเกิด  คุณวิโรจน์  คุณหมู  
 คุณจัสมิน  คุณธนะชัย  ....    
 ขอบคุณครับ

[จามร - - 21 ม.ย. 2546 23:55 ]

 

ความคิดเห็นที่ 12 [ 12.166.79.10 ]
There  are  two  type  of  Muslims,  the  good  ones  and  
 the  bad  ones.  If  you  think  you  are  the  bad  ones,  then  you  hate  U.S.  There  are  many  good  Muslims  out  there  that  support  U.S.    Bad  Muslims  are  hateful,  they  can  kill  any  body  specially  innocent  people.  They  are  coward,  revengeful  and  stupid.  They  like  to  bombing  places  and  burning  schools  as  we  can  see  time  to  time  in  south  of  Thailand.  How  many  innocent  people  were  killed  by  the  Muslims  on  September  11.  They  need  to  educate  themselves  more,  instead  of  believing  in  hate.  
 

[Supornsri,  U.S.A. - - 22 ม.ย. 2546 00:01 ]

 

ความคิดเห็นที่ 13 [ 4.62.252.93 ]
ลืมสวัสดีคุณ  กล้วยไม้    แล้วผมก็หน้าแตกจริงๆ  เพราะยังโพสต์ไม่หมดครับ  มันไม่ยอมไป  เฮ้อ......  
 ต่อ....  
 “นโยบายให้ก่อนรับ”  นี้  ไม่ควรเฉพาะเจาะจงไปเพียงกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  เพราะนั่นคือสิ่งที่จะสร้างความไม่พึ่งพอใจให้กับกลุ่มที่ไม่ได้รับหรือฝ่ายปรปักษ์ของกลุ่มนั้นได้  ดังเช่นที่เกิดขึ้นในเขมร  ฉะนั้นถ้าจะศึกษาเรื่องนี้ให้ดี  จะเห็นว่า  ไม่ว่าจีนหรือญี่ปุ่นที่นำนโยบายนี้มาใช้  และสัมฤทธิ์ผลตามที่ต้องการนั้น  ทั้งสองชาติมักจะมีการมอบสาธารณูปโภคให้กับประเทศที่ตนจะเข้าไป“แสวงหาผลประโยชน์”  โดยมีการมอบผ่าน  ผู้นำนั้นๆ  ซึ่งคนเหล่านี้ก็ได้ทั้งหน้าและทั้งกล่อง  ในขณะเดียวกันการก่อสร้างหรือการใช้สิ่งของต่างๆ  ก็ใช้ของๆ  ประเทศตน  ดังเช่น  ศูนย์วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น  เป็นต้น  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้าง,  บริษัทผู้ก่อสร้าง  รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ  ที่ต้องใช้  อาทิเช่น  เครื่องปรับอากาศ  ต่างใช้ของญี่ปุ่นทั้งนั้น  ซึ่งไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน  เพราะแต่ผู้นำของรัฐฯ  และผู้รู้ทางด้านเอกชนมีความต้องการทำหรือไม่  
   
 นอกจากนี้  เราก็ควรมาศึกษา  “นโยบายเชิงรุก”  ที่นานาประเทศเขาเริ่มใช้กันเช่นกัน  นโยบายดังกล่าว  คือ  การรวมเอาทั้งภาครัฐฯ  และเอกชนเข้าด้วยกัน  ซึ่งก็คล้ายๆ  กับการที่มีการตั้ง  “ทีมไทยแลนด์”  เช่นกัน  แต่ทีมไทยแลนด์นั้นยังดูแคบ  เพราะเพียงแต่นำหน่วยงานรัฐบาลเข้ามาหารือด้วยกันเท่านั้น  แต่นโยบายเชิงรุกที่ว่านี้  คือการประสมประสานการดำเนินงานระหว่างภาครัฐฯ  ที่มีความต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศบวกกับองค์กรเอกชนที่กำลังจะไปประกอบธุรกิจในประเทศต่างๆ  ถ้าเปรียบนโยบายนี้  ก็เหมือนกับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาตินั่นเอง  แต่ขยายวงออกสู่ต่างประเทศ  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า  ทุกครั้งที่บริษัทต่างชาติในไทยเริ่มมีปัญหาไม่ว่ากับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนไทย  ต่างแทนของประเทศนั้น  ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสถานฑูตไล่ลงไปถึงสำนักข่าวของประเทศนั้นๆ  ก็ต่างประสานที่จะบีบหน่วยงานของไทยในรูปแบบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการให้กับรัฐบาลไทย  หรือการให้ข่าวออกข่าวในเชิงเสียหายต่อภาพพจน์ของทั้งภาครัฐและเอกชนไทย  เผยแพร่ไปสู่สายตาคนทั่วโลก  ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็มักจะส่งผลให้ไทยต้องโอนอ่อนผ่อนตามมาตลอด    
   
 ในปัจจุบันการดำเนินงานต่างๆ  ของทั้งภาครัฐฯ  และเอกชนในไทย  ต่างคนต่างเดิน  ฉะนั้นการที่ไทยต้องการเป็น  “ศูนย์รวม”  ต่างๆ  ในภูมิภาค  ที่ทั้งภาครัฐฯ  และเอกชนวาดฝันไว้จึงยากที่จะสัมฤทธิ์ผล  เพราะเนื่องจากการที่เรา  “เลือกใช้เลือกปฏิบัติ”  บ่อยครั้งเราเพียงมองว่า  ทำไมประเทศอื่นๆ  เขาทำได้  แล้วเราทำไมทำไม่ได้  บ่อยครั้งเราไม่ได้มองถึง  “ขั้นตอน”  ในการปฏิบัติที่ชาติอื่นๆ  ได้ทำมา  เรามักจะเอาแต่เพียงบทสรุปแห่งความสำเร็จนั้นมาเป็นตัวแปร  ดังนั้นถ้าเรายังเป็นเช่นนี้อีกต่อไป  เราก็คงจะเป็นเหมือนสหรัฐฯ  ที่มีแต่คนจงเกลียดจงชัง  หรือเราจะเห็นภาพแห่งการจลาจลในเขมรที่มุ่งทำลายทรัพย์สินของไทยอย่างไม่สิ้นสุดนั่นเอง  
 

[จามร   - - 22 ม.ย. 2546 00:02 ]

 

ความคิดเห็นที่ 14 [ 206.74.241.28 ]
มีหลายหัวข้อที่น่าสนใจ  ขออ่านก่อนนะคะคุณจามร  เเล้วจะกลับมาเเสดงความคิดเห็นค่ะ

[กุลธิดา - - 22 ม.ย. 2546 00:31 ]

 

ความคิดเห็นที่ 15 [ 203.156.23.48 ]
     เท่าที่ทราบ  เขาว่า  มันเริ่มมาจากที่  สหรัฐ  สนับสนุนให้ชาวยิวมารวมตัวกันเป็นประเทศอิสราเอล  แล้วตัดแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในตะวันออกกลางมาเป็นที่ตั้งประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน      ชาวอาหรับจึงเกิดปัญหากับอิสราเอลตั้งแต่นั้นมา  ซึ่งสหรัฐสนับสนุนอิสราเองมาโดยตลอด  เพราะชนชั้นนำในสหรัฐจำนวนมากมีเชื้อสายยิว      
           ผิดถูกขออภัยครับ  

[Batman - - 22 ม.ย. 2546 00:46 ]

 

ความคิดเห็นที่ 16 [ 202.151.204.8 ]
คุณBatman  เข้าใจถูกต้องเพราะตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่2  พวกผิวขาวเข้าไปยึดครองตะวันออกกลาง    และสูบเอาทรัพย์ต่างๆ  ตั้งแต่ทรัพยากร  และ  ทรัพย์สินเช่นวัตถุโบราณเป็นต้น  และหลังสงครามโลก  อังกฤษและอเมริกาช่วยกันจัดตั้งรัฐอิสราเอลขึ้น    นั่นแหละครับปัญหาโลกแตกเลย  ก็แตกถึงขณะนี้แหละครับ    ทั้งหมดผมว่าไม่ใช่อังกฤษและอเมริกาไม่รู้หรอก    รู้แต่ไม่ยอมรับหรือรับไม่ได้หากไม่ก้มหัวให้ก่อน  แต่มุสลิมตะวันออกกลางเขาคิดอีกอย่างครับ  เขาคิดว่าเผ่าพันธุ์เขาและศาสนาเขามีมานานมากเจริญมาก่อนอเมริกา    เขาก็ถือว่าเขามีดี  เขาก็ไม่ก้มหัวให้น่ะครับ    มันก็เลยกลายเป็นพวกหัวแข็ง  แล้วฝรั่งน่ะพวกระดับนำเขาน่ะ  พวกเจ้าขุนมูลนายทั้งนั้นแหละ  อย่าบอกว่าไม่ใช่นะครับผมเถียงคอยืดเลย      นั่นแหละครับคุณจามร  ตามลักษณะที่ผมเข้าใจเพราะผมมีเพื่อนมุสลิมหลายคนเลย  ถูกผิดช่วยกันพิจารณาครับ  
 อ้อ  ผมบอกได้เลยนะครับว่าเพื่อนบ้านมุสลิมเราน่ะเขาไม่ได้เกลียดคนไทยหรอก  อาจมีบ้างแบบนับได้เลยแถวชายแดนไทยน่ะครับที่ได้ประโยชน์เล็กน้อยทางการเมือง  และมุสลิมทางใต้เราเขาไม่ชอบข้าราชการที่  กดขี่  และ  รีดไถครับ  ไม่มีปัญหาเรื่องศาสนาที่อยู่ร่วมกันไม่ได้กับศาสนาอื่น  รับรองครับ

[คนแก่ไม่เก่า - - 22 ม.ย. 2546 03:58 ]

 

ความคิดเห็นที่ 17 [ 206.74.241.28 ]
เห็นด้วยกับคุณหมอ  Batman  ค่ะ  ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่พอใจสหรัฐคือปัญหาเรื่องอิสราเอล  มุสลิมส่วนใหญ่มองว่าสหรัฐให้การสนับสนุนอิสราเอลจนออกนอกหน้า  (ซึ่งก็เป็นความจริงในระดับนึง)  เเม้เเต่ในสมัยสงครามเย็น  นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในยุคนั้นเป็นไปในทางนี้ทางเดียวอย่างชัดเจน  คือเเบ่งโลกออกเป็น  ๒  ฝ่าย  คอมมิวนิสต์เเละโลกเสรี  เป็นการเเข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ  ๒  ประเทศคือสหรัฐเเละรัสเซีย  เเละสหรัฐทำทุกอย่างเพื่อป้องกันการเผยเเพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ไปในดินเเดนเเถบต่างๆของโลก  สมัยนั้นเรื่องผลประโยชน์หรือน้ำมันในอิหร่านคิดว่าเป็นเรื่องรองมากๆ  สมัยสงครามเย็น  สหรัฐคิดใช้อิสราเอลเป็นหน้าด่านต่อต้านคอมมิวนิสต์ไม่ให้เข้าถึงดินเเดนตะวันออกกลาง  เเละใช้ประเทศในเอเชีย  รวมทั้งไทยด้วย  เป็นปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์ไม่ให้เข้าครอบครองเอเชีย    
   
 นโยบายที่ผิดพลาดของสหรัฐในสมัยนั้นก็อยู่ที่การให้การสนับสนุนผู้นำในประเทศโลกที่สามที่เป็นเผด็จการณ์หรือไม่ก็คอรับชั่น  หรือทั้งสองอย่างรวมกัน  โดยหวังว่าผู้นำเหล่านั้นจะมีส่วนช่วยต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์  
   
 เมื่อยุคสงครามเย็นยุติลง  คือหลังช่วงกลางของทศวรรษ  1970  เป็นต้นมา  เมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่เป็นภัยคุกคามสันติภาพของโลกอีกต่อไป  ระบบเสรีประชาธิปไตยเเละระบบการค้าเสรีภายใต้รูปเเบบที่สหรัฐเป็นหัวหอกกำหนดขึ้นก็ค่อยๆพัฒนาตามลำดับ  สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะสหรัฐกลายเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศเดียวที่เหลืออยู่  เเละยังเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก  global  dynamic  ในรูปเเบบใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจมากที่สุด  ก็ขอว่าเรื่องของเศรษฐกิจตามความคิดเห็นของตัวเองก่อนนะคะ  
   
 ในรูปเเบบของเศรษฐกิจนี้  เศรษฐกิจของทุกประเทศมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันไปหมด  ในสมัยก่อนหน้านี้  เเต่ละประเทศมีอำนาจกำหนดนโยบายการลงทุนภายในประเทศของตัวจากบริษัทภายในประเทศเองเเละบริษัทต่างชาติ  รวมทั้งการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ  ทางการค้าระหว่างประเทศของประเทศของตัวได้มาก  เเต่ในระบบใหม่นี้  การกำหนดนโยบายการค้าของเเต่ละประเทศไปขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศอื่นด้วย  ตัวเร่งที่ก่อให้เกิดระบบใหม่นี้ก็เช่นการก่อตัวของประเทศที่เรียกว่านิก  (newly  industrialized  countries  -  NICs)  ซึ่งก็ได้เเก่ประเทศที่เเต่เดิมเคยนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศที่เคยเป็นประเทศอุตสาหกรรม  ต่อมาตั้งเเต่ปลายทศวรรษที่  1970  ประเทศเหล่านั้น  รวมทั้งประเทศไทยด้วย  ก็เริ่มผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเอง  จนในที่สุดกลายจากที่เคยเป็นประเทศนำเข้าอย่างเดียวก็กลายเป็นประเทศผลิตเเละส่งออกสินค้าอุตสากรรมเองด้วย    
   
 เมื่อมีการเเข่งขันทางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกิดขึ้นการผูกขาดตลาดสินค้า  ซึ่งเคยช่วยให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าสามารถตั้งราคาสินค้าตามที่ตัวต้องการได้เพราะไม่มีคู่เเข่งก็เปลี่ยนไป  การเเข่งขันทางการตลาดก็ตามมา  บริษัทเหล่านั้นก็ต้องเเสวงหาวิธีการผลิตที่ใช้ทุนต่ำลงเพื่อให้คงผลกำไรที่ยังคงสูงอยู่  การเเสวงหาเเหล่งเเรงงานต้นทุนต่ำก็กลายเป็นเรื่องจำเป็น  บรรษัทข้ามชาติเหล่านั้นมักพาเอาเงินทุนเข้าประเทศที่ตัวเลือกเข้าไปลงทุน  เมื่อเป็นเเบบนั้นหลายๆประเทศจึงพยายามทุกวิธีทางที่จะดึงให้บรรษัทข้ามชาติมาลงทุนในประเทศของตนให้มากที่สุด  เเต่ปัญหาก็คือการลงทุนในระบบทุนนิยมเเบบนี้เน้นที่การลงทุนต่ำเเต่ผลกำไรต้องสูง  การลงทุนเเบบนั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคำนึงถึงคนงาน  การลงทุนต่ำก็หมายถึงค่าเเรงต้องต่ำด้วย  ผลกำไรถึงจะมีมาก  มันก็เลยไปขัดกับระบบซึ่งควรเอื้อให้กับการปกครองเเบบประชาธิปไตยซึ่งส่วนนึงเน้นที่ประชากรมีสิทธิที่จะได้ค่าเเรงที่เหมาะสม  มีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตามอัตภาพ  เเละมีสิทธิได้รับบริการทางสังคมขั้นพื้นฐานซึ่งได้เเก่การศึกษา  ระบบประกันสุขภาพเเละที่อยู่อาศัยจากรัฐบาล      
   
 ในบรรยากาศการลงทุนที่ประเทศที่เป็นเเหล่งให้เเรงงานราคาถูกเเก่บรรษัทข้ามชาติเเต่เพียงอย่างเดียว  โดยที่คนงานส่วนใหญ่เหล่านั้นไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  หรือเศรษฐกิจของประเทศนั้นกลับไปขึ้นอยู่กับการลงทุนก็บริษัทจากประเทศที่มีเงินทุนสูงเเบบนั้นทำให้คนในประเทศเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าประเทศนั้นๆเอาเปรียบประเทศของตัว  ความรู้สึกเกลียดชังก็ตามมา  ยิ่งเมื่อคนในประเทศที่ให้เเรงงานราคาถูกมองไปที่ความเป็นอยู่ของประเทศผู้ลงทุนเเล้วเห็นว่าคนในประเทศของผู้ลงมีทุนมีความเป็นอยู่ดีกว่าตน  ความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมก็เกิดขึ้น    
   
 ในความคิดของตัวเองนะคะ  คิดว่าไม่ควรเสียเวลาไปมองว่าใครเอาเปรียบประเทศไทย  เเต่อยากให้มองไปที่ประเทศที่เคยอยู่ในสถานภาพเดียวกับประเทศไทยมาก่อน  เเล้วทุกวันนี้กลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในอันดับที่เรียกได้ว่าพัฒนาเเล้ว  ดูว่าเขาทำอย่างไรจะเป็นประโยชน์กว่า  อย่างเช่น  เกาหลีใต้  ไต้หวัน  บราซิล  อาฟริกาใต้  เหล่านี้เป็นต้น  เพราะคุณสมบัติเเละนโยบายที่ประเทศเหล่านั้นมีเเละเอามาใช้อย่างได้ผลคือตัวเเยกระหว่างประเทศพัฒนาเเล้วออกจากประเทศด้อยพัฒนาที่จัดอยู่ในระดับคลาสสิก  คือเป็นประเทศด้อยพัฒนาได้ตลอดกาล    
   
 ในประเทศที่พูดถึง  คือเกาหลีใต้  ไต้หวัน  บราซิล  อาฟริกาใต้  มีการรวมกลุ่มของผู้ใช้เเรงงานที่ดี  ทำให้เกิดมีอำนาจต่อรองต่อนายจ้างต่างชาติที่เข้ามาลงทุน
ในประเทศของตัว  คนในรัฐบาลของประเทศเหล่านั้น  เเทนที่จะคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวที่จะได้จากบรรษัทข้ามชาติ  ในประเทศเหล่านั้นมีการคอรัปชั่นน้อย  รัฐมีส่วนช่วยให้ผู้ใช้เเรงงานได้เเสดงออกทางความคิด  เเละการต่อรองระหว่างรัฐกับบรรษัทข้ามชาติก็เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้เเรงงานในประเทศของตน  เเละที่สำคัญ  ประเทศเหล่านั้นสร้างประชากรที่มีคุณภาพ  มีการศึกษาดี  ซึ่งผลที่ตามมาคือบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนก็จะเป็นบริษัทที่ต้องการเเรงงานในระดับสูงกว่าเเรงงานเเบกหามเพียงอย่างเดียว  คนงานในลักษณะนั้นค่าตอบเเทนก็ต้องสูงตาม  ผลได้ต่อประเทศที่ตามมาคือเป็นการสร้างเเละขยายตลาดผู้ซื้อภายในประเทศอีกด้วย  เพราะเมื่อคนงานที่มีคุณภาพเหล่านั้นมีรายได้ดี  ก็มีพลังในการใช้จ่ายด้วย    
   
 ส่วนนโยบายให้ก่อนรับที่ญี่ปุ่นใช้นั้นเห็นด้วยในระดับนึงค่ะ  เเต่นโยบายเเบบนั้นสหรัฐก็มีใช้ในประเทศไทยมาตลอด  เเต่ทำใมผลถึงออกมาต่างกัน  คิดว่าเรื่องนี้สหรัฐเป็นเหมือนประเทศไทย  เอาไว้มาเขียนต่อเรื่องนี้ตามความคิดเห็นของตัวเองพรุ่งนี้นะคะ  

[กุลธิดา - - 22 ม.ย. 2546 07:21 ]

 

ความคิดเห็นที่ 18 [ 202.156.2.59 ]
     สาเหตุที่  นุ้ย    ยุให้ทาง  สหรัฐ  ไปดวงจันทร์  ก่อนเพราะใกล้ดี  อ่ะจ้ะ  คุณ  ศศิ        จะได้เลิกคิดจะรบกันหมดเรื่องหมดราวกันเสียที      ให้เขาไปขุดไปเจาะ  ค้นหาแร่  หาธาตุ    บนดวงจันทร์เมื่อได้พบแล้ว  จะได้ไม่ไปหาเรื่องหาราวกับประเทศอื่นๆ  เขาน่ะค่ะ      ขืน  ชักช้า  เดี๋ยวได้รบกับจีน  บนดวงจันทร์อีกแน่ๆ  อิ  อิ  .....  
   

[mahnui - - 22 ม.ย. 2546 12:45 ]

 

ความคิดเห็นที่ 19 [ 203.113.34.13 ]
ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ  ผิดถูกพี่น้องชาวมุสลิมช่วยแก้ไขนะครับ  
   
 1)ชาวมุสลิมพอดีอยู่ในปัญหาสองเรื่องใหญ่ครับ  
     ปัญหากับยิว  
     ปัญหามีทรัพยากรน้ำมัน  เป็นทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินของตนเอง  
 2)ชาวมุสลิมมีประชากรทั่วโลกมากถึงหนึ่งในสี่ครับ  
 3)ชาวมุสลิมรักธรรมชาติและแผ่นดินถิ่นกำเนิด  มากกว่าระบบค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของตะวันตก  
 4)ชาวมุสลิมไม่ค่อยแต่งงานข้ามศาสนา  
 5)ชาวมุสลิมเป็นชนชาติที่มีบุคลิกภายนอกดุ  และเข้มแข็ง  
 ชอบการต่อสู้มากกว่าการโอนอ่อนเมื่อรู้สึกว่าถูกรุกราน  
 ฯลฯ  
   
 จะเห็นว่าชาวมุสลิมจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนและอธิปไตย  
 โดยง่ายตราบเท่าที่ยังมีชิวิตอยู่  และไม่ค่อยยอมโยกย้ายถิ่นฐานจากที่กำเนิด  คือมีเมืองที่เป็นบ้านตามแหล่งกำเนิด  
   
 การซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นไปตามความพอใจไม่สามารถใช้วิธีบีบบังคับด้วยวิธีใดๆ  เช่นกลไกตลาดหรือกำลังทางทหาร  การครอบงำทางวัฒนธรรม  หรือใช้สื่อชักจูง  เนื่องมาจากลักษณะและวิถีชีวิต  คุณค่าที่ยึดถือแตกต่างกันนับเป็นคู่ปรับของชาวยิวและประเทศที่สนับสนุนยิวที่เหมาะสมกัน    
     ทำไมมุสลิมเกลียดอเมริกา?  
 เพราะว่าอเมริกาสนับสนุนยิว  
 เพราะว่าอเมริกาใช้วิธีทางการค้าบีบบังคับ  
 เพราะว่าอเมริกาใช้กำลังทางทหารบีบบังคับ  
 เพราะอเมริกาใช้การรุกรานทางวัฒนธรรมและสื่อบีบบังคับ  
   
 ทางแก้คือเลิกยุ่งเกี่ยวกับยิว  
 หรือทำให้ยิวดีกับมุสลิม  แก้ปัญหาในตะวันออกกลางให้ได้  
 โดยเฉพาะปัญหาอธิปไตยที่สมบูรณ์ของแต่ละดินแดน  
 เลิกใช้ระบบการค้าการเงินและสงครามเป็นตัวนำ  แต่หันมาใช้วิถีทางทางการฑูตแทนครับ  
     ดูแล้วจะเห็นว่ายากครับ  อย่างน้อยต้องรอให้น้ำมันหมดความสำคัญในด้านพลังงานเสียก่อน  และต้องรอให้อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธเชิงทำลายยุติลง  การกีดกันและเอาเปรียบทางการค้าระหว่างประเทศยุติลง  ปล่อยให้เป็นมติของชาวโลกอย่างแท้จริง  และเป็นไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล  แต่ละประเทศอย่างแท้จริง  
 คือต้องแยกการค้า  การสงคราม  การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมออกจากการสร้างความสัมพันธ์ระหวางกันโดยลดเงื่อนไขที่บีบบังคับลงให้เป็นไปตามความสมัครใจของชาวโลก  ลดกฏระเบียบนอกอาณาเขตประเทศของตนเองให้มากที่สุดครับ    
 ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวที่คิดขึ้นมาสดๆ  อาจไม่รัดกุมนะครับ  ถือว่ามาแจมกระทู้คุณจามรรอบที่สองครับ  อยากฟังความเห็นเพื่อนๆและพี่น้องคนไทยที่เป็นมุสลิมหรือเข้าใจชาวมุสลิมมากกว่าผมนะครับ

[เสียง - - 22 ม.ย. 2546 19:19 ]

 

ความคิดเห็นที่ 20 [ 210.86.195.132 ]
สวัสดี  คุณจามร  
   
 เข้ามาอ่านเรื่อยๆไม่ออกความเห็นเพราะรำคาญผู้ออกความเห็นบางท่าน  ผมไม่ค่อยมีขันตินักหรอกเรื่องนี้น่ะ    
   
 ว่ากันถึงเรื่องกระทู้คุณจามรเข้าท่าดีครับ    ผมอยากเสนอความเห็นว่า  อยากให้ลองมองกันอย่างเป็นกลางๆดูโดยการมองกลับเข้าหาตัวเองก่อน    มนุษย์  เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่มีสติปัญญา  มีความคิดของตนเอง  ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้มีความคิดของตนเองรู้จักปกป้องตนเองจากการถูกเบียดเบียน    นี่เป็นจุดสาเหตุที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้  แต่ก็เป็นสาเหตุแห่งการฆ่าฟันกันได้เช่นเดียวกัน  ผมไม่โทษอเมริกาในการเข้าไปกระทำอย่างที่คุณว่ามาครับ  เพราะนั่นเป็นวิถีทางธรรมชาติของมนุษย์    เอาแค่ตัวเราเองก็มีอีโก้ของตัวเองอยู่แล้ว  เราจะรู้สึกเป็น"นาย"ต่อผู้ที่อ่อนแอหรือด้อยกว่า  และจะรู้สึก"เกรง"ต่อผู้ที่มีอำนาจมากกว่า  รู้สึกยินดีที่จะเป็น"บ่าว"รับใช้ต่อผู้มีอำนาจมากกว่าเรานั้นแต่เมื่อเวลาใดที่ผู้มีอำนาจมากกว่าเราอ่อนด้อยลง  ทำให้เราสามารถเหนือกว่าได้เราก็จะดิ้นรนกลับมาเป็น"นาย"ในทันที  ธรรมชาติของมนุษย์ไม่รักใครมากกว่าตนเองหรอกครับ  การรักในตนเองจึงเป็นการเกิดการรักในญาติพี่น้องและเผ่าพันธ์ของตนเองด้วย  เคยสังเกตไหมว่าเอาแค่ในครอบครัวของเราพี่น้องกันจะทะเลาะกันอย่างไร  แต่หากมีคนครอบครัวอื่นมารังแกคนในครอบครัวเรา  เรามักจะโกรธแค้นแทนเสมอ    แต่ในสัมพันธ์ของครอบครัวเราตัวเราเองก็มีความคิดอยากจะเป็น"นาย"หรือผู้นำของครอบครัวเราเช่นกัน    ในสังคมมนุษย์มักถูกสอนกันโดยธรรมชาติให้มองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่แล้ว    จากจุดนี้จึงเกิดการวิวัฒนาการทางสมองของมนุษย์ให้รู้จักคิดค้น  และแสวงหาความเป็นผู้มีอำนาจใส่ตัวเองก่อนแล้วขยายความมีอำนาจนั้นไปครอบครองผู้อื่นก็เพื่อผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องของตน    
   
 ในส่วนของความคิดผมแล้วไม่น่าเกี่ยวกะศาสนาครับ  เท่าที่ศึกษาในศาสนามาเกือบทุกศาสนาล้วนแต่เข้าใจในวิถีธรรมชาติของมนุษย์ได้ดี  ศาสนาทุกศาสนาจึงมักสอนให้มนุษย์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน  และรู้จักถ่อมตัวถ่อมใจลงมาหากัน  สอนให้มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข    แต่โดยสันดานเดิมแท้จริงของสัตว์แล้วเป็นการยากที่มนุษย์ซึ่งโดยแท้จริงก็คือสัตว์โลกชนิดหนึ่งจะดำรงอยู่อย่างนั้นได้  เพราะหากมนุษย์ทุกเผ่าพันธ์ยึดถือเชื่อมั่นในศาสนาของเผ่าพันธ์ตนเองและปฎิบัติอย่างเคร่งครัดแล้วไซร้ป่านนี้มนุษย์สูญพันธ์ไปนานแล้วครับ  เพราะมนุษย์จะขาดการวิวัฒนาการทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการเอาตัวรอดในเกือบทุกด้านทันที  อยากให้จามรลองมองดูผังง่ายๆนะครับ  หากมนุษย์ทุกคนในโลกปัจจุบันนี้  ไม่มีการเข่นฆ่ากันล้างผลาญเพื่อแสวงหาอำนาจในการเข้าครอบครองกัน  ประชากรของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเร็วกว่านี้หลายเท่า  มนุษย์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาหาร  และอาหารของมนุษย์มาจากไหนครับ  แค่ปฐมบทเราก็เบียดเบียนสัตว์ร่วมโลกของเราเสียแล้วเพื่อนำมาเป็นอาหารในการยังชีพของเราและหากเราทั้งโลกไม่เข่นฆ่ากันเองบ้างสงสัยคงต้องเอาแมลงวันแมลงสาบมาเป็นอาหารกันแหละครับ  ทีนี้เมื่อมันเกิดการขาดแคลนทางอาหารเพื่อยังชีพมนุษย์จะทำอย่างไรในการดำรงชีวิตอยู่  มนุษย์ไม่รุกรานกันไม่เข่นฆ่ากันก็ย่อมไม่คิดค้นพัฒนาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเอง  พอมาถึงตรงจุดนั้นมนุษย์จะพบกับความวิบัติที่แสนจะทุเรศที่สุดคืออดอยากตายและจะเริ่มกินมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหารเพื่อยังชีพครับ  
   
 มาว่ากันเรื่องชาวมุสลิมเกลียดชังอเมริกา  จะใช้คำพูดว่าชาวมุสลิมก็ไม่ได้ทั้งหมดครับเพราะในอเมริกาเองก็มีประชากรบางส่วนนับถือมุสลิมเช่นเดียวกัน  การใช้คำพูดให้ถูกคือทำไมชนชาวตะวันออกกลางจึงมักเกลียดชังอเมริกาจะเข้าท่ากว่าครับ  และจากที่จามรเอาข้อวิเคราะห์มาก็ถูกน่ะแหละ    อเมริการเป็นชนชาติที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อการเอาชีวิตรอดมามากจึงเกิดมาแข็งแกร่งและหยิ่งทะนงในชาติพันธ์ของตนเองมาก  และในสัญชาติญานจึงพยายามแผ่อำนาจออกครอบคลุมผู้ที่ด้อยกว่าเพื่อกอบโกยเอาผลประโยชน์สู่ตนที่ทรงอำนาจกว่า  จึงมักเกิดการต่อต้านและมีปฎิกริยาตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ด้อยกว่าเช่นเดียวกัน  เรามองแค่วามชาติเผ่าพันธ์ง่ายๆใกล้ตัวก็ได้ครับ  พม่า  ไทย  ลาว  ในสมัยโบราณ  ไทยเองก็เข้าครอบครองลาวไว้เสมอ  เป็นเมืองขึ้นของเราแบบผูกขาดว่างั้นเฮอะนอกจากลาวก็ยังมีเขมรอีก  นี่จึงเป็นสาเหตุของการที่ทำไมอยู่ดีๆไม่ว่าดี  พม่าจึงยกทัพมาตีเราอยู่เรื่อย  เคยเห็นพม่ายกทัพไปตีลาวไหมครับเดินทัพไปง่ายกว่ามาตีเมืองเราอีก  และหากมองดูทรัพยากรพม่าเองก็มีไม่น้อยกว่าเราด้วยซ้ำ  แต่ทำไมพม่าจึงยกทัพมารุกรานเรา  ขอให้มองย้อนไปที่ประเทศพม่า  มันฟาดปากกันมาตั้งนานแล้วระหว่าง  ชนเผ่าพม่า  มอญ  ไทยใหญ่  กะเหรี่ยง  ความไม่มีเสถียรของการปกครองทำให้พม่าเกรงความมีเสถียรของไทย    จึงทำให้หวาดเกรงความเกรงจึงทำให้ต้องรุกรานเมื่อได้โอกาส  เพื่อปรามชนเผ่าไทย  จึงให้มองกลับมาดูการรุกรานของสหรัฐต่อชนเผ่าตะวันออกกลาง  ชนแถวตะวันออกกลางมีหลายเผ่าพันธ์กระจัดกระจายแบ่งพื้นที่กันอยู่  ซึ่งชนเหล่านี้หากรวมตัวกันได้จะเป็นชนเผ่าที่มีอำนาจมหาศาล  และมีความเข้มแข็งมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  ประกอบกับชนเผ่าตะวันออกกลางนั้นมีทรัพยากรที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกต้องการใช้คือน้ำมัน  ดังนั้นชนเผ่าตะวันออกกลางจึงเป็นที่หมายปองของเกือบทุกชาติน่ะแหละที่มีอำนาจ  ทั้งอังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซียและ  จีน  ดังนั้นต่อให้อเมริกาไม่เข้าไปยุ่งชาติต่างๆเหล่านี้ก็เข้าไปยุ่งอยู่ดี    แต่ที่เห็นทุกวันนี้คืออเมริกาเข้าไปมีบทบาทมากที่สุด  และตักตวงผลประโยชน์มากที่สุดเช่นกัน  จึงเกิดการต่อต้านกันอย่างเด่นชัด  ยิ่งอเมริกาให้การสนับสนุนชนชาติยิวในการแบ่งแยกดินแดนออกจากชนชาวตะวันออกกลางอย่างชัดเจนโจ่งแจ้ง  จึงเป็นสาเหตุให้ชนชาวตะวันออกกลางไม่เป็นมิตรกับอเมริกามากขึ้น  เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งทางศาสนาตามมา  ทั้งที่ตัวของศาสนาเองไม่ได้เข้ามาเสี้ยมสอนอย่างไรเลย    ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมดาของมนุษย์โลกเท่านั้น  กระทู้ของคุณจามรจึงไม่เกี่ยวข้องทางศาสนาเท่าใดนักครับ  ดังนั้นหัวข้อกระทู้ของคุณจามรจึงน่าจะใช้ชื่อว่า  ทำไมชนชาวตะวันออกกลางจึงเกลียดชังอเมริกามากกว่าใช้คำว่าทำไมชาวมุสลิมเกลียดชังอเมริกาน่ะ  จริงไหมครับ

[ธนะชัย      สิงห์สินธุ์ - - 23 ม.ย. 2546 01:03 ]

 

ความคิดเห็นที่ 21 [ 206.74.241.28 ]
อ่านความคิดเห็นของทุกคนที่มาร่วมพูดคุยในกระทู้นี้เเล้วก็เห็นด้วยหมดนะคะ  พูดถึงมุสลิมกับอเมริกานี่ทำให้นึกถึงบทวิเคราะห์ของนักหนังสือพิมพ์เชื้อสายปากีสถานชื่อ  Fareed  Zakaria  เขาวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ดีมาก  Fareed  Zakaria  นี่นับถือศาสนาอิสลามนะคะ  บอกไว้เสียก่อน  เขามองเรื่องนี้ในเเง่ของการเมือง  
   
 เขาเริ่มด้วยการมองการเมืองในตะวันออกกลางตั้งเเต่สมัยช่วงปลายทศวรรษที่  1950  สมัยนั้นอียิปต์คือหลักชัยของประเทศอาหรับในฐานะที่อียิปต์มีการปกครองที่มั่นคงเป็นเรื่องเป็นราว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นมามีอำนาจของกามาล  นาสเซอร์  สมัยก่อนหน้านาสเซอร์ไม่นาน  ประเทศอาหรับส่วนใหญ่เพิ่งได้อิสระภาพจากการยึดครองของประเทศตะวันตกสมัยอาณานิคม  นาสเซอร์เกิดที่เมืองอเล็กซานเดรีย  ภายใต้การยึดครองของอังกฤษ  ด้วยเหตุที่เขาโตมาในสังคมทหาร  ซึ่งสมัยนั้นจัดว่าเป็นสังคมที่ก้าวหน้าเเละเป็นตะวันตกที่สุดของอียิปต์  ภาพของนาสเซอร์จึงมักจะเป็นภาพของคนที่เเต่งตัวด้วยสูทตามเเบบเเผนตะวันตก  สวมเเว่นตาดำทันสมัย  เเละเป็นผู้นำที่กระฉับกระเฉง  ผิดกับประเทศตะวันออกกลางประเทศอื่นที่ยังคงมีผู้นำเป็นเจ้าผู้ครองนครเเบบเก่า  ฉายาของนาสเซอร์ที่กลุ่มอาหรับให้คือ  The  Lion  of  Egypt  ความทันสมัยของนาสเซอร์ทำให้เขากลายเป็นเหมือนตัวเเทนของชาวอาหรับทั้งหมด  
   
 นาสเซอร์เชื่อว่าการเมืองของประเทศอาหรับควรเดินหน้าไปสู่ความคิดที่ทันสมัย  เช่น  ความเชื่อมั่นในเรื่องของ  self-determination  สังคมนิยม  เเละความมั่นคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศอาหรับทั้งหมด  สมัยของนาสเซอร์เป็นยุคก่อนมีการค้นพบว่าตะวันออกกลางเป็นเเหล่งน้ำมันขนาดใหญ่  ทัศนวิสัยของนาสเซอร์กลายเป็นทัศนวิสัยของประเทศอาหรับทั้งหมดไปในที่สุด  สาเหตุก็เพราะประเทศอาหรับเหล่านั้นต้องการเห็นการเปลี่ยนเเปลงเเละความทันสมัยในประเทศของตนอยู่เเล้ว    
   
 เเต่ในขณะที่วิสัยทรรศน์เเบบนาสเซอร์ประสบความสำเร็จในส่วนอื่นของโลก  ในดินเเดนตะวันออกกลาง  ความคิดของเขาทั้งหมดล้มเหลว  ระบบสังคมนิยมที่นาสเซอร์พยายามนำมาใช้  เเทนที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่า  กลับนำไปสู่ระบบราชการที่ซับซ้อน  ยุ่งเหยิง  ล่าช้า  เเละคอรัปชั่นหนักเข้าไปกว่าเดิม  ระบบสาธารณรัฐนั้นเเทนที่จะพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง  กลับสร้างระบบเผด็จการณ์ขึ้นในภูมิภาคนั้น  ความคิดเรื่องความเป็นปึกเเผ่นของกลุ่มอาหรับของนาสเซอร์ก็ล้มเหลวเมื่อประเทศอาหรับเเต่ละประเทศมองเห็นว่าความต้องการเเละโอกาสสำหรับเฉพาะประเทศของตัวมีความสำคัญกว่าความเป็นปึกเเผ่นของภูมิภาคโดยส่วนรวม  ความคิดสร้างอาหรับให้เป็นภูมิภาคที่ทันสมัยของนาสเซอร์นั้นก็คือความคิดของประเทศตะวันตกนั่นเอง  คศ  1962  นาสเซอร์ร่าง  National  Charter  ส่วนหนึ่งของชาร์เตอร์นั้นพูดถึงการสร้าง  Pan-Arabism  ซึ่งก็มีลักษณะเดียวกับประชาคมยุโรป  โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าประชาชนที่พูดภาษาเดียวกันควรรวมเข้าเป็นประเทศเดียวกัน  ในขณะที่ความคิดนี้ใช้ได้ผลในยุโรป  เช่นการรวมผู้คนที่พูดภาษาอิตาเลียนเป็นประเทศอิตาลี  หรือรวมคนพูดภาษาเยอรมันเป็นประเทศเยอรมันในปีทศวรรษ  1870  วิธีการเดียวกันนั้นกลับใช้ไม่ได้ผลในกลุ่มประเทศอาหรับ  
   
 นาสเซอร์เป็นคนมุสลิมที่เคร่งพอสมควร  เเต่เขาไม่สนใจรวมความเชื่อทางศาสนาเข้ากับการเมือง  เขามองว่าการเอาศาสนามานำการเมืองจะทำให้ประเทศเดินถอยหลัง  เมื่อกลุ่มคนที่เคร่งศาสนา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า  Muslim  Brother  ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันนาสเซอร์ขึ้นมามีอำนาจเริ่มมองเห็นว่านาสเซอร์ไม่รวมศาสนาเข้ากับการเมือง  ก็เริ่มไม่พอใจ  โดยเฉพาะเมื่อนาสเซอร์พยายามล้มกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยนี้ในปี  คศ  1954  ด้วยการจับผู้นำกลุ่มขังคุกนับพัน  เเละประหารชีวิตเสีย  6  คน  ผู้นำที่ถูกจำคุกคนนึงชื่อ  Sayyid  Qutub  เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขณะอยู่ในคุกชื่อ  Signposts  on  the  Road  ในระดับหนึ่งหนังสือเล่มนี้คือจุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวที่เรียก  Islamic  fundamentalism    
   
 ขอเเบ่งเป็นตอนๆก็เเล้วกันนะคะ  เพราะว่ามันยาววววววว

[กุลธิดา - - 23 ม.ย. 2546 03:00 ]

 

ความคิดเห็นที่ 22 [ 206.74.241.28 ]
ในหนังสือที่เขาเขียน  Gutub  กล่าวหานาสเซอร์ว่าเป็นมุสลิมเเต่เพียงในนาม  เเละระบบการปกครองของนาสเซอร์ขัดกับความเชื่อของอิสลาม  นอกจากนี้ก็ยังกล่าวประนามความพยายามทำให้ประเทศอาหรับเป็นประเทศทันสมัยว่าเป็นการเดินตามหลังความคิดเเบบตะวันตก  Qutub  บอกว่าภาพที่ถูกต้องของประเทศอาหรับที่เขาเห็นจะเป็นประเทศที่มีศาสนาอิสลามเป็นตัวนำ  เป็นประเทศที่บริสุทธิ์  ผู้คนเคร่งเเละปฎิบัติตามข้อบังคับในศาสนา  ระบบการเมืองก็ตั้งอยู่บนฐานของศาสนาตามเเบบสมัยทศวรรษที่  1880  ในเมื่อหลังสมัยนาสเซอร์เป็นต้นมา  สังคมอาหรับยิ่งว่างเปล่าเเละห่างเหินจากสภาพความเป็นจริงของผู้คนมากขึ้นเท่าไหร่  คำพูดของ  Qutub  ในหนังสือของเขาก็ยิ่งดูเหมือนจะใกล้เคียงความจริงมากขึ้นเท่านั้น  ความเชื่อในเเนวของ  Islamic  fundamentalist  ก็ยิ่งดึงดูดชาวอาหรับมากยิ่งขึ้น    
   
 Fareed    Zakaria  วิเคราะห์ปรากฎการณ์นั้น  รวมทั้งความล้มเหลวของความคิดของนาสเซอร์ในสังคมอาหรับไว้ว่าเหตุที่ความคิดเเบบนั้นใช้ไม่ได้ผลในตะวันออกกลางเมื่อเทียบกับบางประเทศซึ่งเริ่มต้นคล้ายประเทศอาหรับ  เเต่ลงท้ายกลับเอาเเนวทางพัฒนาประเทศคล้ายๆความคิดของนาสเซอร์ไปใช้ได้ผล  อย่างเช่นสิงคโปร์  ฮ่องกง  เกาหลีใต้  เพราะประเทศเหล่ามีองค์ประกอบสำคัญที่ประเทศอาหรับไม่มี  นั่นคือลักษณะเเละความคิดของผู้คน  รวมทั้งลักษณะของผู้นำ  ในขณะที่ประเทศเอเชียตะวันออกเข้าถึงการพัฒนาประเทศ  การสร้างประเทศให้ทันสมัยด้วยประชากรที่ยินดีเเละพร้อมที่จะทำงานหนัก  พร้อมที่จะลงทุน  อดออม  เเละประหยัด  อาหรับใช้วิธีซื้อความทันสมัยของประเทศด้วยน้ำมันโดยหารู้ไม่ว่าความทันสมัยที่เเท้จริงนั้นอยู่ลึกกว่ากำลังเงินเท่านั้นจะซื้อได้  ในขณะที่เงินซื้อรถคาดิลเเล็คหรูๆ  เครื่องบินส่วนตัว  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยได้  เเต่สังคมที่เปิดกว้าง  free  market  free  press  พรรคการเมืองที่มีคุณภาพ  กฎหมายที่ศักสิทธิ์อย่างเเท้จริงเเละผู้คนปฎิบัติตาม  รวมถึงการปกครองที่เที่ยงตรง  เป็นธรรม  เเละถูกต้อง  เหล่านั้นซื้อไม่ได้ด้วยเงิน  สังคมตะวันออกกลางจึงรับเอาไว้เเต่ความทันสมัยเพียงเปลือกนอก  กลายเป็นว่าทุกอย่างในสังคมนั้นเป็นสิ่งที่สั่งซื้อจากต่างประเทศหมด  เเม้เเต่คนทำงานก็สั่งจากต่างประเทศ  ไม่มีอะไรที่ผลิตได้เองภายในประเทศเลย  นอกจากน้ำมัน  
   
 ในเเง่ของการเมือง  ประเทศอาหรับก็ยังใช้วิธีติดสินบนประชาชนของตนเองด้วยเงิน  ในลักษณะที่ว่า  ประชาชนรับเอาสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จากรัฐ  โดยรัฐเป็นผู้ให้ทุกอย่างเเลกกับการที่ประชาชนไม่บ่น  ไม่คิดจะล้มล้างอำนาจรัฐเเละผู้นำ    
   
 สังคมตะวันออกกลางจึงรับเอาความทันสมัยมาเพียงครึ่งๆกลางๆ  ในขณะที่คนในประเทศเหล่านั้นมองเห็นความเป็นไปในโลกทางโทรทัศน์  ดื่มโค๊ก  กินเเม๊คโดนัลย์  เเต่ก็ยังมองไม่เห็นเเละไม่ได้สัมผัสกับสังคมที่เปิดกว้าง  มีเสรีอย่างเเท้จริง  Fareed    Zakaria  เปรียบเทียบสภาพของคนอาหรับกับความเป็นประชาธิปไตย์อย่างเเท้จริงว่าเหมือนกับคนที่นั่งมองดูเเผ่นป้ายโฆษณา  เขามองดูเเผ่นป้ายนั้นได้  เเต่เข้าไปเเตะมันไม่ถึง  เพราะรัฐเเละผู้นำมองเห็นอันตรายจากความเป็นอิสระที่มาพร้อมกับความเป็นสังคมเปิดนั้น  ในสภาพนั้น  ผู้คนเปรียบเหมือนคนหลงทาง  มึนงง  หาทางไปไม่ถูก  ด้วยเหตุนั้นคำพูดของ  Qutub  ที่เขียนไว้ในหนังสือของเขาถึงได้เริ่มดึงดูดผู้คนชาวอาหรับมากขึ้นทุกที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวซึ่งขาข้างหนึ่งก้าวอยู่บนโลกใหม่  ในขณะที่อีกข้างยังยึดติดอยู่กับโลกเเบบเก่า  คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มึนงงมากที่สุด

[กุลธิดา - - 23 ม.ย. 2546 03:34 ]

 

ความคิดเห็นที่ 23 [ 206.74.241.28 ]
ในเเง่ของผู้นำ  เมื่อค้นพบน้ำมันในตะวันออกกลาง  ผู้นำของประเทศเหล่านั้นก็เอาความร่ำรวยนั้นมาหาประโยชน์ใส่ตัว  ผู้นำเหล่านั้นเเละครอบครัวใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่เพียงเท่านั้น  เงินยังเป็นตัวสร้างอำนาจเด็ดขาดให้กับผู้นำเหล่านั้นด้วย  ในระยะ  ๓๐  กว่าปีที่ผ่านมา  น้ำมันเเละกำลังเงินสร้างอภิมหาเศรษฐีกลุ่มใหม่ขึ้นในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มเป็นประเทศตามเเนวตะวันตกเเบบผิวเผิน  มหาเศรษฐีเหล่านั้นเดินทางรอบโลกด้วยเครื่องบินส่วนตัว  มีบ้านพักอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก  เเละมีชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูหรา  ในขณะที่คนอาหรับด้วยกันไม่มีความรู้สึกชื่นชมผู้นำเเละมหาเศรษฐีเหล่านั้นเลยเเม้เเต่น้อย  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นเมื่อสหรัฐช่วยปลดปล่อยคูเวตจากการยึดครองของอิรัคสมัยซัดดัม  ฮุสเซ็น  ในขณะที่คนอเมริกันคิดว่าคนอาหรับน่าจะรู้สึกถึงบุญคุณที่สหรัฐเข้าช่วยเหลือคูเวตในครั้งนั้น  คนอาหรับส่วนใหญ่กลับคิดว่าสหรัฐช่วยเหลือปลดปล่อยครอบครัวเเละราชวงศ์ของคูเวตเเละซาอุดิอเรเบียจากซัดดัม  ฮุสเซ็นมากกว่าชาวคูเวตที่เเท้จริง  

[กุลธิดา - - 23 ม.ย. 2546 03:45 ]

 

ความคิดเห็นที่ 24 [ 206.74.241.28 ]
ยิ่งกว่านั้นผู้นำในประเทศอาหรับส่วนใหญ่เป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม  เเละคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยทั่วไปน้อยมาก  อย่างเช่นในซีเรีย  ซึ่งจัดว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองที่ป่าเถื่อนที่สุดประเทศหนึ่ง  เคยมีการกวาดต้อนประชาชนเอามาประหารชีวิตถึง  25,000  คนโดยไม่มีเหตุผลเเละผู้กระทำก็ไม่ถูกลงโทษเเต่อย่างใด  หรืออย่างอิรัค  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่ทันสมัย  ผู้หญิงมีสิทธิเกือบเท่าเทียมกับผู้ชาย  ผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้โดยไม่มีข้อจำกัด  ซึ่งนับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เเตกต่างจากสังคมอิสลามโดยทั่วไป  นักหนังสือพิมพ์ก็เคยเขียนบทความเเสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี  ศิลปินสร้างงานศิลปะได้โดยเสรีเช่นกัน  ในสมัยหลังๆของการปกครองภายใต้ซัดดัม  ฮุสเซ็น  อิรัคกลายเป็นประเทศที่ถูกลืมภายใต้ความบ้าอำนาจของเขา  หรืออย่างเลบานอน  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันในนามของ  Paris  of  the  East  กลายเป็นสนามรบอยู่นานหลายปี  ทั้งประเทศในขณะนี้มีเเต่ซากปรักหักพังซึ่งเป็นผลจากสงครามที่ถึงเเม้จะเกิดมานานเเล้ว  เเต่ก็ไม่เคยมีการบูรณะให้ประเทศอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น  
   
 คนอาหรับยิ่งรู้สึกอับอายหนักขึ้นเมื่อหันไปเห็นดินเเดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีคนอาหรับอาศัยอยู่มาก  ในท่ามกลางความล้มเหลว  ซากปรักหักพังกลางทะเลทรายของประเทศอาหรับคืออิสราเอล  อิสราเอลสร้างระบอบการปกครองเเบบเสรีประชาธิปไตย์ขึ้นได้อย่างมั่นคงในเวลาอันสั้น  สร้างสังคมที่ทันสมัย  ประกอบด้วยเทคโนโลยี่สมัยใหม่ที่ชาวยิวเอามาใช้สร้างประเทศอย่างได้ผล  มีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง  รายได้ของชาวอิสราเอลต่อคนต่อปีทุกวันนี้เท่าๆกับรายได้ของประชากรในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ  
   
 ความรู้สึกเหล่านั้นของชาวอาหรับหลอมรวมกันทำให้เกิดเป็นความรู้สึกที่ว่าความล้มเหลวทั้งหมดเกิดจากความพยายามเลียนเเบบวิถีการปกครองเเละวิถีชีวิตเเบบตะวันตกโดยมีสหรัฐอเมริกาคือศูนย์กลางของวัฒนธรรมดังกล่าว  ว่าไปเเล้วครั้งหนึ่งนานมาเเล้ว  อเมริกาเป็นเหมือนมิตรที่ดีของชาวอาหรับ  ในขณะที่ประเทศยุโรปล่าอาณานิคม  อเมริกาเป็นประเทศตะวันตกประเทศเดียวที่ไม่สนใจจะเข้าไปล่าเอาประเทศใดในตะวันออกกลางมาเป็นอาณานิคม  เเต่ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปทันทีเมื่ออเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุนยกดินเเดนซึ่งเป็นรัฐอิสราเอลทุกวันนี้ให้ยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐาน  ชาวอาหรับจึงรู้สึกเหมือนว่าถูกสหรัฐหักหลัง    
   
 ในยุคอาณานิคม  (ปลายศตวรรษที่  ๑๙  ต้น  ๒๐)  คนอาหรับชั้นสูงคิดว่าจะผูกมิตรกับอังกฤษได้  เเละยังมีความชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอังกฤษ  กษัตรย์เเละผู้นำอาหรับสมัยนั้นนิยมส่งลูกหลานไปเรียนในวิทยาลัยในมีหลักสูตรตามเเบบอังกฤษ  ที่นิยมกันมากก็เช่น  Victoria  College  ในกรุงอเล็กซาเดรีย  บางคนส่งลูกหลานไปเรียนที่อังกฤษ  เช่นที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด  เคมบริช  เเละ  เเซนเฮิร์ส    
   
 เมื่อถึงยุค  globalization  ความรู้สึกสับสนของชาวอาหรับยิ่งทวีความรุนเเรงยิ่งขึ้นเพราะไม่ว่าอาหรับจะทำอย่างไรก็หยุดยั้งสินค้าเเละวัฒนธรรมตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐไม่ได้  เเม้ว่าประเทศอาหรับจะปิดพรมเเดน  สินค้าเเละวัฒนธรรมจากสหรัฐก็ยังเข้าไปถึงคนอาหรับทางโทรทัศน์  ถ้าเซ็นเซอร์รายการโทรทัศน์  ก็ยังเข้าไปถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต  ในขณะที่  globalization  พาเอาสินค้าเเละวัฒนธรรมจากประเทศตะวันตกเข้าไปในประเทศอาหรับ  ระบบเดียวกันนั้นก็สร้างเครือข่าวเชื่อมโยงชาวมุสลิมทั่วโลกถึงกันด้วยเหมือนกัน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นเด็กหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียซึ่งเมื่อ  ๒๐  ปีก่อนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปาเลสไตน์อยู่ที่ไหน  ทุกวันนี้กลับมีส่วนร่วมรับรู้เเละเข้าใจการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ได้ดี  ที่ยิ่งน่าเเปลกหนักเข้าไปอีกก็คือชาวอาหรับบางคนเรียนรู้ปัญหาของชาวอาหรับด้วยกันในอีกซีกโลกในขณะที่ตัวเองอยู่ในประเทศตะวันตกด้วยซ้ำ  ตัวอย่างก็เช่น  Mohammad  Atta  คนร้ายที่ขับเครื่องบินลำเเรกพุ่งชนตึก  World  Trade  Center  เรียนรู้เรื่องการต่อสู้ในปาเลสไตน์ในขณะที่เรียนหนังสืออยู่ที่เมือง  Humburg  ในเยอรมัน  
   
 ยิ่งกว่านั้น  Globalization  เข้าสู่ประเทศกลุ่มอาหรับในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นมีจำนวนคนหนุ่มสาวสูงกว่าปกติ  ในประเทศเหล่านั้นทุกวันนี้มีอัตราประชากรที่อายุต่ำว่า  ๒๕  ปีอยู่มากกว่าครึ่งของประเทศ  คนหนุ่มสาวเหล่านั้นมักมีการศึกษาดีกว่ารุ่นพ่อเเม่  เเละมักจะทิ้งบ้านเเละเมืองที่เคยอยู่ไปหางานทำในเมืองใหญ่  ในโลกใหม่นั้น  คนหนุ่มสาวเหล่านั้นมองเห็นความเเตกต่างของความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศของตนเเละเห็นความสับสนของสังคมที่อยู่ในสภาพกึ่งทันสมัย  เห็นผู้หญิงไม่สวมผ้าคลุมหน้าเเละไปไหนมาไหนในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย  ตลอดจนถึงทำงานเเบบเดียวกับผู้ชาย  จำนวนคนหนุ่มสาวที่มากเกินปกติในสังคมที่สับสนวุ่นวายเเบบนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฎิวัติในประเทศอื่นมาก่อนในอดีต  เช่นในฝรั่งเศสก่อนการเกิดปฎิวัติฝรั่งเศสไม่นาน  หรือในอิหร่านก่อนการปฎิวัติโค่นพระเจ้าชาห์ปีคศ  1979  เป็นต้น  คนหนุ่มสาวเหล่าถึงได้มองหาเเนวทางที่บริสุทธิ์กว่า  เรียบง่าย  เข้าใจได้ง่ายกว่าสิ่งที่ตนประสบพบเห็น  เเละก็พบสิ่งนั้นในหนังสือของ  Qutub  เเละใน  Islamic  fundamental  movement  

[กุลธิดา - - 23 ม.ย. 2546 04:55 ]

 

ความคิดเห็นที่ 25 [ 206.74.241.28 ]
Islamic  fundamentalism  ได้รับเเรงหนุนในปี  คศ  1979  เมื่อ  Ayatollah  Ruhollah  Khomeini  โค่นอำนาจชาห์เรซา  ปาเลวี  ของอิหร่านได้สำเร็จ  การปฎิวัติครั้งนั้นเป็นการเเสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มีอำนาจก็ถูกโค่นได้จากกลุ่มคนภายในประเทศเอง  สมัยก่อนหน้านั้นคนอิหร่านมีการศึกษาน้อย  เเละปฎิบัติตามคำสอนของอิสลามตามเเบบอย่างที่ปฎิบัติตามๆกันมาตั้งเเต่ในอดีต  เเต่ในเเบบ  fundamentalist  หลักคำสอนเเละหลักปฎิบัติเอามาจากคัมภีร์กุระอานเเบบตรงๆ  ไม่มีการตีความ  Ayatollah  Ruhollah  Khomeini  เองใช้เทคโนโลยี่สมัยนั้นคือเทปเสียงในการเผยเเพร่คำสอน  ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดี  ความเคลื่อนไหวต่อต้านพระเจ้าชาห์ก็เป็นเหมือนความเคลื่อนไหวต่อต้านอิทธิพลของตะวันตก  โคเมนีเเละปัญญาชนบางส่วนไม่พอใจกับความพยายามพัฒนาประเทศตามเเบบตะวันตกซึ่งทำให้อิหร่านเป็นประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางที่วุ่นวายสับสน  คนเหล่านั้นเรียกคนอิหร่านที่พยายามดำเนินชีวิตตามเเบบอย่างตะวันตกว่าเป็นคนครึ่งตะวันออก  ครึ่งตะวันตก  สรุปสั้นๆว่าเป็นคนที่ไม่มีรากฐานที่เเท้จริง  ที่น่าสังเกตที่สุดคือปัญญาชนที่เขียนต่อต้านความพยายามพัฒนาประเทศตามเเบบอย่างตะวันตกเหล่านั้นนั่งเขียนบทความต่อต้านสหรัฐเเละประเทศตะวันตกอยู่ตามอาคารที่พักหรูหราซึ่งตัวเป็นเจ้าของในกรุงปารีสหรือไม่ก็ลอนดอนทั้งสิ้น  ปัญญาชนเหล่านั้นต่อต้านการปกครองเเบบสหรัฐที่เเยกการเมืองกับศาสนาออกจากกัน  ต่อต้านระบบทุนนิยมเเบบสหรัฐ  เเละส่งเสริมการปกครองตามคำสอนของศาสนาอิสลามเเทน  กลุ่มเป้าหมายของปัญญาชนเหล่านั้นไม่ใช่ชาวอาหรับยากจนทั่วไปในประเทศตะวันออกกลางซึ่งไม่เคยให้ความสนใจอิทธิพลของตะวันตก  เเต่มุ่งเป้าหมายไปที่คนหนุ่มสาวชาวอาหรับที่มีการศึกษาเพียงครึ่งๆกลางๆซึ่งกำลังเรียนหรือทำงานอยู่ตามเมืองใหญ่ในประเทศตะวันออกกลางหรือกำลังเรียนหรือหางานทำอยู่ในประเทศตะวันตก  กลุ่มคนเหล่านั้นรู้สึกว่าศาสนาอิสลามก่อให้เกิดพลังในหมู่คนที่รู้สึกว่าตัวไร้อำนาจมานาน  เเต่ในเวลาเดียวกันก็หมายถึงว่าในหมู่คนมุสลิมด้วยกันไม่มีใครกล้าถามใครว่าเป็นมุสลิมที่เเท้จริงหรือเปล่า  เเละนับตั้งเเต่  Sayyid  Qutub  เป็นต้นมาเมื่อมีใครถามหรือสงสัยการใช้ศาสนาเป็นเครื่องสร้างความถูกต้องทางความคิดเเละการกระทำของกลุ่ม  fundamentalist  เมื่อไหร่  คนกลุ่มนั้นก็จะถามกลับด้วยคำถามที่ว่าเเล้วตัวคุณเองล่ะเป็นมุสลิมที่เเท้จริงหรือเปล่า  
   
 ในสังคมของประเทศที่เป็นมุสลิมหัวไม่รุนเเรง  เช่น  ซาอุดิอเรเบีย  เมื่อฝ่ายหัวรุนเเรงเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น  กลุ่มที่เคร่งเเบบปานกลางก็เริ่มใช้วิธีประนีประนอม  อย่างเช่นราชวงศ์ในซาอุดิอเรเบียเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนจากการปกครองที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องในประเทศของตนไปที่การให้การสนับสนุนกลุ่มหัวรุนเเรงเเทน  ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนสอนศาสนาหรือที่เรียกว่า  madrasas  เเละศูนย์กลางเผยเเพร่คำสอนที่เข้มงวดตามเเบบของกลุ่มหัวรุนเเรงซึ่งเรียกว่า  Wahabism  เเทน  ในระยะเวลา  ๓๐  ปีที่ผ่านมา  ที่ประเทศซาอุฯประเทศเดียว  madrasas  เเละ  Wahabism  ได้สร้างมุสลิมหัวรุนเเรงซึ่งมองโลกสมัยใหม่เเละผู้คนที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างไม่ไว้วางใจขึ้นเเล้วนับพันๆคน  
   
 ในปากีสถาน  สมัยประธานาธิบดีเซีย  อุล  ฮัก  ซึ่งเป็นเผด็จการ  ก็เเสวงหาพวก  fundamentalist  มาเป็นพวก  เเละส่งเสริมด้วยการสร้าง  madrasas  ขึ้นในประเทศหลายเเห่งเหมือนกัน    
   
 สรุปความคิดเห็นของ  Fareed    Zakaria  ได้ว่าในบรรดาเหตุผลของการก่อตัวของ  Islamic  fundamentalism  ทั้งหลายเเหล่  สาเหตุสำคัญอยู่ที่สถาบันการปกครองในประเทศอาหรับที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  ในเวลาเดียวกันกลุ่มมุสลิมชั้นเเนวหน้า  เเทนที่จะให้ความสนใจทำความเข้าใจเเละเเก้ใขปัญหากลับทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาเหล่านั้นเเทน  ในการประชุมระดับโลกของมุสลิมไม่ว่าจะเป็นครั้งไหน  ก็ไม่เคยมีการพูดถกกันถึงปัญหาเหล่านั้น  เเต่กลับไปพูดกันถึงปัญหาสภาพเเวดล้อมกับอิสลามหรือเรื่องเบาๆทั้งหลายทั้งปวงเเทน  ผลของการที่มุสลิมสายกลางซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของมุสลิมทั่วโลกเลือกที่จะไม่ให้ความสนใจต่อปัญหาทางการเมืองเเละสังคมในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางก็คือมุสลิมหัวรุนเเรงซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งสนับสนุนการใช้ความรุนเเรงเข้าเเก้ปัญหาจึงเข้าครอบครองเเละดูเหมือนจะเป็นปากเสียงโลกมุสลิมเเทน  มุสลิมหัวรุนเเรงเหล่านั้นส่งเสริมทัศนคติโหดร้ายที่พุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง  การศึกษา  เศรษฐกิจ  เเละชีวิตเเบบตะวันตกโดยทั่วไป  ในสังคมเเบบนั้นมักจะมี  religious  commissars  หรือ  religious  police  คอยควบคุมดูเเลการปฎิบัติตัวของผู้คนอย่างเข้มงวด  เเละวิธีการลงโทษก็มักจะรุนเเรงเกินกว่าเหตุ  ด้วยเหตุที่มุสลิมเเบบ  moderate  ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาเเละกับมุสลิมหัวรุนเเรงที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลเเละสร้างความถูกต้องให้กับความเชี่อเเละความเกลียดชังของตัวเองนี่เองที่ทำให้คนทั่วไปเรียกการกระทำของกลุ่มมุสลิมหัวรุนเเรงว่ากำลัง  hijack  ศาสนาอิสลาม

[กุลธิดา - - 23 ม.ย. 2546 06:03 ]

หน้า 2

 

Copyright © 2003 Rimping Foundation