ความก้าวหน้ากับความยากจน
(Progress and Poverty)

ฉบับตัดตอนเหลือเพียง 1 ใน 50
Henry George แต่ง พ.ศ. 2422, James L. Busey ย่อ พ.ศ. 2500
______________________________________________

คำนำของผู้แปล
หนังสือ Progress and Poverty ของ Henry George หนากว่า ๖๐๐ หน้า พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.๑๘๗๙ (๑๒๔ ปีมาแล้ว) มีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย (รวมทั้งภาษาไทย “ความก้าวหน้ากับความยากจน” พิมพ์แจกจ่ายห้องสมุดหน่วยราชการหลายแห่ง หอสมุดแห่งชาติและสาขา ห้องสมุดประชาชนของ กทม. และสถานอุดมศึกษาด้านสังคมจำนวนมาก)

ฉบับเต็มภาษาอังกฤษดูได้ที่ www.schalkenbach.org/library/george.henry/ppcont.html หรือ download ได้จาก www.taxreform.com.au/hg/main.htm ในรูป zipped Microsoft word document ขนาด 385K

ฉบับย่อภาษาอังกฤษมี ๓ ฉบับ ดังนี้
๑. ฉบับย่อเหลือประมาณ ๔๐% (concise yet comprehensive) โดย A.W. Madsen ดูได้ที่ www.henrygeorge.org/pplink.htm
๒. ฉบับ supercondensed เหลือเพียง ๒% โดย James L. Busey ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ ดูได้ที่ unitax.org/progress/ (ฉบับภาษาไทยคือ ผนวก ก. ในหนังสือ “ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม”
๓. ฉบับ synopsis โดย Alfred J. Katzenberger, Jr. แก้ไขเล็กน้อยจากฉบับ supercondensed ดูได้ที่ www.progress.org/cg/pandp1.htm

ความคิดของ Henry George ตามหนังสือนี้ Karl Marx เรียกว่า “ที่มั่นด่านสุดท้ายหรือการต่อสู้ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของลัทธินายทุน” (Capitalism’s Last Ditch) แต่พวกทุนนิยมจำนวนมากกลับเรียกว่าเป็น “สังคมนิยม” ส่วน Henry George เองกล่าวไว้ในคำนำของหนังสือ Progress and Poverty ว่าสิ่งที่ท่านได้พยายามกระทำนั้นถือว่าก่อให้เกิดความสอดคล้องต้องกันระหว่างอุดมคติของฝ่ายเสรีนิยมในเรื่อง "เสรีภาพ" และ "ปัจเจกนิยม" (Individualism) กับจุดประสงค์ของฝ่ายสังคมนิยมในเรื่อง "ความยุติธรรม" ทางเศรษฐกิจ "เป็นการเชื่อมสัจจะตามความคิดของสำนัก Smith และ Ricardo กับสัจจะตามความคิดของสำนัก Proudhon และ Lassalle ให้รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"

Karl Marx เขียนจดหมายถึง Friedrich Adolph Sorge เมื่อ ๒๐ มิ.ย.๒๔๒๔ วิจารณ์ว่า “Henry George เป็นคนล้าหลังอย่างสิ้นเชิง . . . . คำสอนหลักของเขา [Henry George] คือทุกสิ่งจะเรียบร้อยถ้ามีการจ่ายค่าเช่าที่ดินให้แก่รัฐ ท่าน [Sorge] จะเห็นได้ว่าการจ่ายค่าเช่าที่ดินแบบนี้มีอยู่แล้วในบรรดามาตรการ ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ ที่เขียนไว้ใน The Communist Manifesto . . . . ” (จาก www.marxists.org/archive/marx/works/1881/letters/81_06_20.htm )

ความก้าวหน้ากับความยากจนฉบับสั้น
ปัญหา
ศตวรรษนี้ อำนาจการผลิตเศรษฐทรัพย์ (Wealth) ได้เพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวง
เมื่อเริ่มยุคอันน่าอัศจรรย์นี้ก็เป็นธรรมดาที่จะหวัง และก็ได้หวังกันว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ทุ่นแรงงานจะบรรเทาความยากลำบากและทำให้สภาพของกรรมกรดีขึ้น หวังกันว่าการที่อำนาจการผลิตเศรษฐทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวงนั้น จะทำให้ความยากแค้นอันแท้จริงกลายเป็นสิ่งในอดีตไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรากำลังผจญกับข้อเท็จจริงซึ่งจะไม่มีวันผิดไปได้เลย
ในสหรัฐฯ เราเห็นได้ชัดว่าความสกปรกซอมซ่อและความทุกข์ยาก กับความชั่วร้ายและอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นจากสิ่งดังกล่าว ได้เพิ่มขึ้นทุกแห่งเมื่อหมู่บ้านได้เจริญขึ้นกลายเป็นเมืองและเมื่อพัฒนาการใหม่ๆ ได้ทำให้การผลิตและการแลกเปลี่ยนเจริญขึ้น
การที่ความยากจนเกิดร่วมกับความก้าวหน้าเช่นนี้นับเป็นปริศนาใหญ่หลวงสำหรับสมัยของเรา มันเป็นข้อเท็จจริงศูนย์กลาง (Central Fact) ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากทางอุตสาหกรรม ทางสังคมและทางการเมือง อันทำความฉงนสนเท่ห์ให้แก่โลก และซึ่งวิชาการปกครองและการรักเพื่อนมนุษย์และการศึกษาได้ปลุกปล้ำด้วยโดยไร้ผล…มันเป็นปัญหาซึ่งตัวสฟิงซ์แห่งโชคชะตาได้ตั้งถามอารยธรรมของเรา ซึ่งถ้าไม่ตอบแล้วก็จะต้องถูกทำลาย

กฏเกี่ยวกับวิภาคกรรม (The Laws of Distribution)

ที่ดิน แรงงาน และทุน เป็นปัจจัยของการผลิต คำว่าที่ดินหมายรวมถึงโอกาสหรือพลังธรรมชาติทั้งปวงด้วย คำว่าแรงงานหมายถึงการใช้ความพยายามทั้งปวงของมนุษย์ และคำว่าทุนหมายถึงเศรษฐทรัพย์ทั้งปวงที่ใช้เพื่อผลิตเศรษฐทรัพย์ให้มากขึ้น ผลิตผลทั้งสิ้นถูกแบ่งสันปันส่วนออกเป็นผลตอบแทนแก่ปัจจัยทั้งสามนี้ ส่วนที่ไปสู่เจ้าของที่ดินเป็นค่าการใช้โอกาสธรรมชาติ เรียกว่า ค่าเช่า ส่วนที่เป็นรางวัลแห่งการใช้ความพยายามของมนุษย์เรียกว่า ค่าแรง และส่วนที่เป็นผลตอบแทนสำหรับการใช้ทุนเรียกว่า ดอกเบี้ย คำเหล่านี้ต่างขจัดซึ่งกันและกันออกไป รายได้ของบุคคลใดๆ อาจได้มาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือสอง หรือทั้งสามแหล่งเหล่านี้ แต่ในการพยายามที่จะค้นให้พบกฎเกี่ยวกับวิภาคกรรม เราจะต้องแยกมันออกจากกัน
กฎ หรือความสัมพันธ์ ซึ่งกำหนดว่าเจ้าของที่ดินจะสามารถเรียกเอาค่าเช่าหรือราคาได้เท่าไร … เรียกกันว่า กฎว่าด้วยค่าเช่า … กฎว่าด้วยค่าเช่าอันเป็นที่ยอมรับกันนี้ … บางครั้งก็เรียกกันว่า “กฎว่าด้วยค่าเช่าของริคาร์โด” กฎนี้คือ
“ค่าเช่าที่ดินถูกกำหนดโดยผลิตผลของมันส่วนที่เกินกว่าที่การใช้ (แรงงาน) เช่นเดียวกันจะได้รับจากที่ดินอันมีผลิตภาพน้อยที่สุดที่ใช้กันอยู่”

กฎนี้…ย่อมจะใช้กับที่ดินที่ใช้เพื่อการอื่นนอกจากเกษตรกรรมด้วย…ซึ่งที่แท้ประดิษฐกรรมและปริวรรตกรรมให้ค่าเช่าสูงสุดดังจะเห็นได้จากการที่ที่ดินมีราคาสูงในเมืองประดิษฐกรรมและเมืองพาณิชย์
จะเห็นได้ทันทีว่าค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งดำเนินไปในประเทศที่ก้าวหน้า เป็นกุญแจสำคัญที่จะอธิบายว่าทำไมค่าแรงและดอกเบี้ยจึงมิได้เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มของอำนาจการผลิต เพราะว่าเศรษฐทรัพย์ที่ผลิตขึ้นมาในประชาคมทุกแห่งย่อมถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าระดับค่าเช่า (Rent Line) ซึ่งถูกกำหนดด้วยขอบริมแห่งการผลิต (Margin of Production) หรือผลตอบแทนที่แรงงานและทุนสามารถจะได้รับจากโอกาสตามธรรมชาติที่ตนจะใช้ได้เปล่าโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าแรงและดอกเบี้ยจะต้องได้รับจ่ายจากผลิตผลส่วนที่อยู่ใต้ระดับนี้ลงไป ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปทั้งสิ้นย่อมไปสู่เจ้าของที่ดิน ดังนั้นในที่ซึ่งที่ดินมีราคาต่ำ อาจจะมีการผลิตเศรษฐทรัพย์น้อยแต่ก็มีอัตราค่าแรงและดอกเบี้ยสูงได้ ดังเช่นที่เราเห็นจากประเทศใหม่ๆ และในที่ซึ่งที่ดินมีราคาสูงอาจจะมีการผลิตเศรษฐ-ทรัพย์มากมาย แต่อัตราค่าแรงและดอกเบี้ยต่ำ ดังที่เราเห็นในประเทศเก่าๆ
การที่ค่าเช่าเพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลที่แสดงว่าทำไมค่าแรงและดอกเบี้ยจึงไม่เพิ่ม

สาเหตุซึ่งเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ถือครองที่ดินก็คือสาเหตุซี่งปฏิเสธแก่กรรมกรและเจ้าของทุน…ดังนั้นอัตราค่าแรงและดอกเบี้ยทุกแห่งจึงมิได้ถูกกำหนดด้วยผลิตภาพของแรงงานมากเท่ากับที่ถูกกำหนดด้วยราคาที่ดิน ทุกแห่งที่ราคาที่ดินต่ำ ค่าแรงและดอกเบี้ยย่อมสูง ทุกแห่งที่ที่ดินมีราคาสูง ค่าแรงและดอกเบี้ยก็ต่ำ…และดังนั้นการที่อำนาจการผลิตซึ่งเพิ่มขึ้นมิได้เพิ่มค่าแรงขึ้นด้วยจึงเป็นเพราะว่ามันไปเพิ่มราคาที่ดินเสีย ค่าเช่ากลืนเอาส่วนที่เพิ่มขึ้นไปเสียสิ้น ความยากเข็ญจึงเกิดเคียงข้างไปกับความก้าวหน้า
ถ้าต้องการจะเห็นมนุษยชาติในสภาพที่เสื่อมทรามที่สุด อนาถาที่สุด และไร้ความหวังที่สุด ท่านจะต้องไม่ไปยังท้องทุ่งที่ไม่มีรั้วกั้นและกระท่อมที่ทำด้วยซุงในบริเวณซึ่งเพิ่งถากถางใหม่ๆ ในป่า ซึ่งคนเรากำลังเริ่มต่อสู้กับธรรมชาติอย่างโดดเดี่ยวและที่ดินยังไม่มีราคาแต่อย่างใด แต่จะต้องไปยังเมืองใหญ่ซึ่งการเป็นเจ้าของที่ดินเพียงเล็กน้อยก็นับเป็นโชคลาภมหาศาล

ผลของความก้าวหน้าทางวัตถุต่อการวิภาคเศรษฐทรัพย์
“โดยที่เศรษฐทรัพย์ทุกรูปเป็นผลิตผลของแรงงานซึ่งกระทำต่อที่ดินหรือผลิตผลของที่ดิน ดังนั้นเมื่ออุปสงค์ในเศรษฐทรัพย์ไม่รู้จักพอเพียง ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของแรงงานก็จะถูกใช้ไปในการจัดหาเศรษฐทรัพย์ให้มากขึ้นและทำให้เกิดอุปสงค์ในที่ดินมากขึ้น”
และโดยที่เราไม่สามารถจะกำหนดขอบเขตจำกัดให้แก่ความก้าวหน้าในการค้นคิดประดิษฐ์ได้ เราก็ไม่สามารถจะกำหนดขอบเขตจำกัดให้แก่การเพิ่มค่าเช่าได้นอกจากผลผลิตทั้งสิ้น เพราะว่าถ้าการประหยัดแรงงานดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงจุดที่สมบูรณ์ที่สุดและไม่จำเป็นจะต้องใช้แรงงานในการผลิตเศรษฐทรัพย์ต่อไปแล้ว เราก็จะได้รับทุกสิ่งที่โลกจะสามารถให้ได้โดยไม่ต้องใช้แรงงานเลย…และไม่ว่าจำนวนประชากรจะมีน้อยเพียงไร ถ้ายังคงมีผู้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินอยู่แล้ว ก็จะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือความกรุณาของเจ้าของที่ดิน กล่าวคือบุคคลเหล่านี้จะถูกเลี้ยงไว้เพื่อความหรรษาของเจ้าของที่ดิน หรือไม่ก็ด้วยความโอบเอื้อของเจ้าของที่ดิน ในฐานะยาจก … จุดแห่งการทุ่นแรงงานที่สมบูรณ์เช่นนี้อาจจะอยู่ห่างไกลมากหรืออาจจะไม่มีวันไปถึงได้เลย แต่ก็เป็นจุดที่การค้นคิดประดิษฐ์กำลังมีแนวโน้มเข้าไปหาอยู่ทุกขณะ
…ความเจริญก้าวหน้าซึ่งทำให้ค่าเช่าสูงขึ้นนั้นมิใช่จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าที่เพิ่มความสามารถในการผลิตโดยตรงเท่านั้น แต่รวมถึงความเจริญก้าวหน้าในการปกครอง มารยาทและศีลธรรม ซึ่งเพิ่มความสามารถในการผลิตโดยทางอ้อมด้วย ผลของสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็คือจะเพิ่มความสามารถในการผลิตขึ้น และเช่นเดียวกับความเจริญก้าวหน้าในการช่างผลิตกรรม ผลประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ย่อมจะถูกผู้ครอบครองที่ดินผูกขาดเอาไปในที่สุด… และถ้าเจ้าหน้าที่ปกครองที่คดโกงแห่งเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯจะทำตัวอย่างแห่งความบริสุทธิ์และการประหยัดแล้ว ผลก็จะเป็นเพียงทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นเท่านั้น มิใช่ว่าจะยกระดับค่าแรงหรือดอกเบี้ยขึ้นเลย

ไขปัญหา
“เหตุผลที่ว่า ทำไม ถึงแม้ความสามารถในการผลิตจะเพิ่มขึ้น ค่าแรงจึงมีแนวโน้มที่จะลดลงสู่ระดับต่ำสุดอยู่เป็นนิตย์เพียงแต่จะให้ประทังชีวิตอยู่ได้เท่านั้น ก็คือ เมื่อความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้น ค่าเช่าจะมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปยิ่งกว่า จึงทำให้เกิดแนวโน้มที่จะทำให้ค่าแรงต้องลดต่ำลงอยู่เป็นนิตย์”…

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นกรรมกรแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่มีผลประโยชน์ในความสามารถในการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยทั่วไปมากไปกว่าที่ทาสชาวคิวบาจะมีผลประโยชน์ในราคาน้ำตาลที่สูงขึ้น…
ทฤษฎีง่ายๆ ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวไว้อย่างย่นย่อ…ได้อธิบายถึงเหตุที่ความยากแค้นเกิดร่วมกับความมั่งคั่ง ค่าแรงต่ำเกิดร่วมกับอำนาจการผลิตสูง…ทฤษฎีนี้อธิบายให้ทราบว่าทำไมดอกเบี้ยและค่าแรงในประชาคมใหม่ๆ จึงสูงกว่าในประชาคมดั้งเดิม ถึงแม้การผลิตเศรษฐทรัพย์โดยเฉลี่ยและโดยส่วนรวมจะน้อยกว่าก็ตาม มันอธิบายให้ทราบว่าทำไมความเจริญก้าวหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจการผลิตให้แก่แรงงานและทุน จึงไม่เพิ่มรางวัลให้แก่ปัจจัยทั้งสองนั้น มันอธิบายในสิ่งที่เราเรียกกันทั่วไปว่าความขัดแย้งระหว่างแรงงานกับทุน ในขณะเดียวกันก็พิสูจน์ว่าปัจจัยทั้งสองนี้มีผลประโยชน์ได้เสียร่วมกันอย่างแท้จริง…

ข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศใหม่ๆ ซึ่งมีเศรษฐทรัพย์ทั้งสิ้นน้อย แต่ที่ดินราคาถูก สำหรับชนชั้นกรรมกรแล้ว ย่อมเป็นประเทศที่ดีกว่าประเทศร่ำรวยซึ่งที่ดินมีราคาแพงนี้ มิได้เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันดีแม้แต่ผู้ที่โง่เขลาที่สุดหรอกหรือ ? ทุกแห่งที่ราคาที่ดินต่ำท่านจะมิได้พบด้วยหรอกหรือว่าค่าแรงมีอัตราสูง ? และทุกแห่งที่ที่ดินมีราคาสูง ท่านจะมิได้พบด้วยหรอกหรือว่าค่าแรงมีอัตราต่ำ ? เมื่อที่ดินมีราคาสูงขึ้น ความยากแค้นก็รุนแรงขึ้น ในนิคมใหม่ๆ ซึ่งที่ดินมีราคาถูก ท่านจะไม่ได้เห็นคนขอทาน และความมีสภาพไม่เท่าเทียมกันก็มีเพียงเล็กน้อย ตามเมืองใหญ่ๆ ซึ่งที่ดินมีราคาสูงอย่างยิ่งจนถึงกับวัดกันเป็นตารางฟุตท่านจะได้พบทั้งความยากแค้นอย่างที่สุดและความฟุ่มเฟือยอย่างที่สุด ความแตกต่างกันในระหว่างสภาพสังคมปลายสุดทั้งสองนี้อาจจะวัดได้ด้วยราคาที่ดินเสมอ ที่ดินในนิวยอร์กมีราคาสูงกว่าในซานฟรานซิสโก และในนิวยอร์กชาวซานฟรานซิสโกก็จะได้เห็นสภาพน่าทุเรศและความทุกข์ยากที่จะทำให้เขายืนตะลึงทีเดียว ที่ดินในลอนดอนมีราคาสูงกว่านิวยอร์กและในลอนดอนก็มีสภาพน่าทุเรศและความขาดแคลนร้ายแรงยิ่งกว่าในนิวยอร์ก…

เพราะว่าที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ เป็นคลังซึ่งมนุษย์จะได้มาซึ่งสิ่งจำ-เป็นทั้งปวงสำหรับตน…ความก้าวหน้าทางวัตถุไม่สามารถจะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาที่ดินได้ มันทำได้แต่เพียงเพิ่มความสามารถในการผลิตเศรษฐทรัพย์จากที่ดินเท่านั้น และดังนั้นเมื่อที่ดินถูกผูกขาด ความก้าวหน้าทางวัตถุก็อาจจะไปถึงอนันตภาพ (Infinity) ได้โดยไม่ทำให้ค่าแรงสูงขึ้นหรือทำให้สภาพของผู้ที่มีแต่แรงงานดีขึ้นเลย มันจะเพียงแต่เพิ่มราคาที่ดิน และเพิ่มอำนาจเนื่องจากการได้ครอบครองที่ดินนั้น ทุกแห่งทุกสมัยในบรรดาประชาชนทุกชาติ การครอบครองที่ดินนับเป็นมูลฐานของอภิชนาธิปไตย (Aristocracy) เป็นรากฐานของมหาโชคลาภ เป็นแหล่งกำเนิดของอำนาจ ดังที่พราหมณ์ได้เคยกล่าวไว้หลายชั่วอายุคนมาแล้ว –
“ผู้ใดได้ครอบครองที่ดินไม่ว่า ณ กาลใด ผู้นั้นย่อมจักได้ครอบครองผลแห่งที่ดินด้วย” …

วิธีแก้ไข
สิทธิอันเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนที่จะใช้ที่ดินย่อมปรากฏชัดเจนเช่นเดียวกับสิทธิอันเท่าเทียมกันของเขาที่จะสูดอากาศหายใจ นั่นคือ สิทธิที่ประกาศด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเขามีตัวมีตนอยู่ ทั้งนี้เพราะเราย่อมไม่สามารถจะสมมติได้ว่าคนบางคนมีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้ และคนอื่นๆ ไม่มีสิทธิ …

… มนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งจะสามารถขับไล่มนุษย์ที่เหลือทั้งสิ้นไปจากประเทศใดประเทศหนึ่งได้ ถ้าเขาสามารถรวบรวมสิทธิของแต่ละบุคคลในที่ดินของประเทศนั้นเข้าเป็นของตนแต่ผู้เดียว และถ้าเขาสามารถรวบรวมสิทธิของแต่ละบุคคลในผิวโลกทั้งสิ้นได้เช่นนี้ ในบรรดาประชากรอันมากมายทั้งสิ้นของโลกเขาแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่จะมีสิทธิดำรงชีวิตต่อไป

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อได้สมมติแล้วเช่นนี้ได้ปรากฏให้เห็นแล้วในข้อเท็จจริง แต่มีระดับอ่อนกว่า … เจ้าของที่ดินจำนวนไม่กี่มากน้อยผู้เป็นเจ้าของผิวพื้นของหมู่เกาะอังกฤษจะกระทำการเพียงเท่าที่กฎหมายอังกฤษให้อำนาจเต็มที่แก่เขา และตามที่เจ้าของที่ดินเหล่านี้จำนวนมากได้กระทำแล้วในระดับที่อ่อนกว่า ถ้าเขาสามารถจะเกียดกันพลเมืองอังกฤษหลายล้านคนออกไปจากเกาะอันเป็นถิ่นที่เกิดของเขาได้ และการเกียดกันเช่นนี้ … ก็ไม่เป็นที่น่ารังเกียจต่อสิทธิตามธรรมชาติ ยิ่งไปกว่าภาพที่น่าตื่นเต้นซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนี้ คือพลเมืองอังกฤษจำนวนมากมายถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้แก่คนไม่กี่คน เพื่อเอกสิทธิ์ที่จะได้รับการยินยอมให้อยู่อาศัยและใช้ที่ดิน ซึ่งพวกเขาเรียกอย่างรักใคร่ว่าเป็นของตนเอง ที่ดินซึ่งเขามีความรู้สึกรักใคร่ด้วยความหลังอันอ่อนหวานและรุ่งโรจน์ และซึ่งถ้าจำเป็นแล้ว ก็ถึงแก่ต้องสละเลือดเนื้อและชีวิตด้วยการผูกมัดในหน้าที่ทีเดียว …

ถ้าเอาคน 100 คนไปไว้บนเกาะแห่งหนึ่งโดยไม่มีทางหนีออกไปได้ และไม่ว่าท่านจะให้คนหนึ่งในจำนวนนี้เป็นเจ้าของมีสิทธิ์ขาดในคนอื่นๆ อีก 99 คน หรือจะให้เป็นเจ้าของมีสิทธิ์ขาดในที่ดินของเกาะนั้นก็ตาม ย่อมไม่มีความแตกต่างกันสำหรับคนผู้นั้นและสำหรับอีก 99 คนที่เหลือ …
เกียรติยศมิได้ทำให้ได้รับที่ดิน แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินต่างหากเล่าที่ทำให้เกิดเกียรติยศ …
สิ่งที่ข้าพเจ้า … เสนอในฐานะวิธีแก้ไขง่ายๆ แต่ได้ผลชะงัด ซึ่งจะยกค่าแรงให้สูงขึ้น เพิ่มผลตอบแทนให้แก่การใช้ทุน … ทำให้มีงานรายได้ดีว่างสำหรับผู้ใดก็ตามที่ต้องการงานทำ … ก็คือการยึดถือเอาค่าเช่าโดยการเก็บภาษี
บัดนี้ โดยที่การเก็บภาษีค่าเช่าหรือมูลค่าที่ดินย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นในขณะที่เรายกเลิกภาษีอื่นๆ เราก็อาจจะเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นรูปทางใช้การได้โดยเสนอให้ –
“ยกเลิกภาษีทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ภาษีที่เก็บจากมูลค่าที่ดิน” …

ภาษีซึ่งทำให้รางวัลสำหรับผู้ผลิตลดลงย่อมจะต้องทำให้แรงกระตุ้นการผลิตลดลงด้วย … ดังนั้นภาษีซึ่งทำให้ผลตอบแทนต่อกรรมกรหรือเจ้าของทุนลดลงจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้กรรมกรมีความอุตสาหะและสติปัญญาน้อยลง และทำให้เจ้าของทุนมีความพอใจที่จะอดออมและลงทุนน้อยลง ภาษีซึ่งเรียกเก็บจากการดำเนินการผลิตย่อมจะทำให้เกิดอุปสรรคเทียมขัดขวางการสร้างเศรษฐทรัพย์ …
ถ้าเก็บภาษีจากสิ่งประดิษฐ์ ผลก็คือการถ่วงประดิษฐกรรม ถ้าเก็บภาษีจากสิ่งปรับปรุง ผลก็คือจะทำให้มีการปรับปรุงน้อยลง ถ้าเก็บภาษีจากการค้า ผลก็คือจะป้องกันมิให้มีปริวรรตกรรม ถ้าเก็บภาษีจากทุน ผลก็คือจะทำให้ทุนหนีหายไป แต่เราอาจจะเก็บเอามูลค่าที่ดินทั้งสิ้นมาเป็นภาษีได้ และผลของมันก็จะมีแต่ส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ทุน และเพิ่มการผลิตเศรษฐทรัพย์ขึ้นเท่านั้น …
ภาษีจากมูลค่าที่ดิน … เราอาจจะประเมินและเก็บได้ด้วยความแน่นอนตามลักษณะที่เคลื่อนที่ไม่ได้และซ่อนพรางมิได้ของที่ดินนั้นเอง…ถ้าเราเก็บภาษีทั้งสิ้นจากมูลค่าที่ดินโดยไม่คิดถึงสิ่งปรับปรุง โครงการภาษีจะง่ายและแจ่มชัดมาก และประชาชนจะหันมาเอาใจใส่อย่างมาก ซึ่งจะทำให้สามารถประเมินภาษีได้ด้วยความแน่นอนเช่นเดียวกับที่นายหน้าขายที่ดินจะสามารถกำหนดราคาที่ผู้ขายควรจะได้รับได้…

ภาษีที่เก็บจากมูลค่าที่ดิน… จะตกเป็นภาระเฉพาะแก่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อันมีลักษณะพิเศษและมีค่าจากสังคมเท่านั้น และจะเป็นภาระแก่เขาตามส่วนของผลประโยชน์ที่เขาได้รับด้วย มันเป็นมูลค่าที่ประชาคมก่อให้เกิดขึ้น และประชาคมรับมา เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับประชาคม…เมื่อมีการเก็บค่าเช่าทั้งหมดมาเป็นภาษีเพื่อประโยชน์ของประชาคมแล้ว… จะไม่มีพลเมืองผู้ใดได้เปรียบพลเมืองผู้อื่น นอกจากจะได้รับจากความอุตสาหะ ความเชี่ยวชาญ และสติปัญญาของเขาเอง และแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่เขาลงทุนลงแรงหามาได้อย่างเป็นธรรม เมื่อนั้นแหละ และต่อเมื่อนั้นเท่านั้น แรงงานจึงจะได้รับรางวัลโดยเต็มที่ และทุนก็จะได้รับผลตอบแทนตามธรรมชาติ…

ผลแห่งวิธีแก้ไข
ประโยชน์ที่จะได้จากการใช้ภาษีเดี่ยวที่เก็บจากมูลค่าที่ดิน แทนภาษีมากชนิดที่เป็นเครื่องมือหารายได้สาธารณะอยู่บัดนี้นั้น จะปรากฏความสำคัญยิ่งขึ้นๆ ถ้าจะพิจารณาให้มากขึ้น … ถ้าภาระทั้งหลายซึ่งกดขี่อุตสาหกรรมและถ่วงปริวรรตกรรมอยู่ขณะนี้ถูกกวาดล้างไป การผลิตเศรษฐทรัพย์ก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วขนิดที่ไม่ได้คาดฝันกันในขณะนี้
จงพิจารณาถึงผลอันมีต่อการผลิตเศรษฐทรัพย์
การยกเลิกภาษีที่เมื่อทำกิริยาและปฏิกิริยาต่อกันแล้วได้ถ่วงวงล้อแห่งปริวรรตกรรมทุกวงล้อและกดดันอุตสาหกรรมทุกรูปอยู่ขณะนี้นั้น จะเปรียบเสมือนการยกเอาน้ำหนักมหาศาลออกไปจากสปริงที่ทรงพลัง…วิธีการเก็บภาษีในปัจจุบัน…มีผลต่อพลังงาน ความอุตสาหะ ความเชี่ยวชาญ และความมัธยัสถ์ เสมือนสินไหมที่ใช้ปรับคุณสมบัติเหล่านี้… ถ้าผู้หนึ่งต่อเรือขึ้นมา เราก็บังคับให้เขาต้องชำระค่าปรับเนื่องจากความอาจหาญของเขาราวกับว่าเขาได้ทำความเสียหายให้แก่รัฐ ถ้ามีการเปิดทางรถไฟ ผู้เก็บภาษีก็จะมาหาทีเดียว ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่รบกวนประชาชน ถ้าตั้งโรงงานประดิษฐกรรมขึ้นมา เราก็จะเก็บค่ารายปีจากโรงงาน ซึ่งมิฉะนั้นแล้วก็จะได้รับกำไรมากมาย เราพูดว่าเราต้องการทุน แต่ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดสะสมมันขึ้นมา หรือนำมันมาให้แก่พวกเรา เราก็จะคิดภาษีจากทุนนั้น ราวกับว่าเราได้ให้เอกสิทธิ์แก่เขา เราใช้ภาษีลงโทษผู้ที่ปกคลุมไร่นาอันแห้งแล้งด้วยเมล็ดข้าวที่เหลืองอร่าม เราปรับผู้ซึ่งตั้งเครื่องจักรกลขึ้นมา และผู้ซึ่งระบายหนองน้ำ…
การยกเลิกภาษีเหล่านี้จะเท่ากับเป็นการยกน้ำหนักภาษีอันมหาศาลทั้งหมดออกจากอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดผลผลิต…
และการผลักภาษีจากผลิตกรรมและปริวรรตกรรมไปให้เป็นภาระแก่ราคาหรือค่าเช่าที่ดินจะไม่แต่เพียงก่อให้เกิดแรงกระตุ้นใหม่แก่การผลิตเศรษฐทรัพย์เท่านั้น มันจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ออกด้วย เพราะภายใต้ระบบนี้จะไม่มีใครอยากยึดถือที่ดินไว้นอกจากเพื่อจะใช้ให้เป็นประโยชน์ และที่ดินซึ่งบัดนี้ถูกยึดถือไว้มิได้ใช้ประโยชน์ก็จะเปิดออกสำหรับการปรับปรุงทุกหนแห่ง
ราคาขายของที่ดินจะตกต่ำลง การเก็งกำไรจากที่ดินจะถึงซึ่งวาระสุดท้าย การผูกขาดที่ดินจะไม่ก่อประโยชน์อีกต่อไป…
และเราต้องระลึกไว้ว่าข้อนี้ใช้ได้กับที่ดินทุกแห่ง มิใช่เฉพาะกับที่ดินเกษตรเท่านั้น…ในที่ซึ่งที่ดินมีราคาขึ้นมาทุกแห่ง ภาษีจะมีผลบังคับให้เกิดการปรับปรุง แทนที่จะเป็นประดุจการปรับไหมต่อการปรับปรุงเช่นในขณะนี้ ผู้ใดก็ตามที่ทำสวน หรือหว่านข้าว หรือสร้างบ้าน หรือตั้งโรงงาน ไม่ว่าจะมีราคาแพงเช่นไร จะไม่ต้องจ่ายภาษีมากไปกว่าที่ถ้าเขาจะยึดครองที่ดินนั้นไว้โดยไม่ทำอะไร ผู้ผูกขาดที่ดินเกษตรจะถูกเก็บภาษีมากประหนึ่งว่าที่ดินของเขาเต็มไปด้วยบ้านช่องและยุ้งฉาง พืชผลและปศุสัตว์ เจ้าของที่ดินที่ว่างเปล่าในเมืองจะต้องจ่ายภาษีสำหรับค่าเอกสิทธิ์ในการป้องกันผู้อื่นเข้าไปใช้ที่นั้นจนกว่าตนจะต้องการใช้ เป็นเงินจำนวนมากพอๆ กับเพื่อนบ้านผู้มีบ้านหลังงามอยู่ในที่ของเขา การมีกระท่อมที่จวนจะพังอยู่บนที่ดินอันมีค่าก็จะต้องเสียภาษีเสมือนหนึ่งว่าที่ดินนั้นเต็มไปด้วยโรงแรมอันโอ่อ่าหรือคลังสินค้าใหญ่ที่มีสินค้าราคาแพงบรรจุอยู่เต็ม…

จงคิดดูถึงผลแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต่อตลาดแรงงาน การแข่งขันจะไม่เป็นฝ่ายเดียวเช่นในสมัยนี้อีกต่อไป แทนที่กรรมกรจะแข่งขันกันเองเพื่อหางานทำ และตัดราคาค่าแรงลงจนถึงระดับที่พอจะยังชีพอยู่ได้เท่านั้น นายจ้างก็จะกลับต้องแข่งขันกันหากรรมกรทุกหนทุกแห่ง และค่าแรงจะสูงขึ้นจนถึงระดับที่แรงงานทำมาหาได้อย่างเป็นธรรม… นายจ้างของแรงงานจะไม่แต่เพียงต้องประมูลแข่งขันกันเองกับนายจ้างคนอื่นๆ ซึ่งทุกคนรู้สึกถึงแรงกระตุ้นแห่งธุรกิจที่มากขึ้นและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งกับความสามารถของกรรมกรที่จะเป็นนายจ้างของตนเองกระทำต่อโอกาสธรรมชาติซึ่งเปิดให้แก่ตนอย่างเสรีโดยภาษีที่ป้องกันการผูกขาดอีกด้วย…
ย่อมปรากฏชัดว่าการเปลี่ยนแปลงที่ข้าพเจ้าเสนอนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่บุคคลทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยค่าแรงไม่ว่าจะทำงานด้วยมือหรือสมอง…และก็ปรากฏชัดทำนองเดียวกันว่ามันจะเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ที่มีรายได้จากผลตอบแทนสำหรับทุนหรือจากการลงทุนอย่างอื่นๆ ที่มิใช่ที่ดิน…

เช่นเดียวกัน สำหรับกสิกร ขณะนี้ข้าพเจ้ามิได้กล่าวถึงกสิกรผู้ไม่เคยแตะคันไถ…แต่กล่าวถึงกสิกรที่ทำงานซึ่งนับเป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากชั้นหนึ่งในสหรัฐฯ…ถึงแม้จะดูไม่น่าเชื่อสำหรับบุคคลเหล่านี้จนกว่าเขาจะเข้าใจถึงผลลัพธ์อันเต็มที่แห่งข้อเสนอนี้แล้ว พวกเขาก็ยังเป็นชนชั้นที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดในบรรดาชนชั้นทั้งหลายเหนือชนชั้นที่มีแต่แรงงานขึ้นไป จากการเก็บภาษีทั้งสิ้นจากมูลค่าที่ดิน…ข้อเท็จจริงก็คือภาษีตามที่เก็บอยู่ขณะนี้ตกเป็นภาระแก่พวกเขาอย่างหนักในลักษณะอันพิสดาร เขาถูกเก็บภาษีจากสิ่งปรับปรุงทั้งหลาย มีบ้านเรือน ยุ้งฉาง รั้ว พืชผล ปศุสัตว์ ทรัพย์สินส่วนตัวที่เขามีอยู่นั้นจะปกปิดหรือตีราคาต่ำๆ ไม่ได้ง่ายๆ อย่างสิ่งของราคาแพงที่รวมกันอยู่ในเมือง เขาไม่เพียงแต่จะต้องเสียภาษีจากทรัพย์สินส่วนตัวและสิ่งปรับปรุงซึ่งเจ้าของที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์ไม่ต้องเสียเท่านั้น โดยทั่วไปที่ดินของเขายังถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ถูกถือครองไว้โดยหวังกำไรเสียอีก ทั้งนี้เพียงเพราะว่ามันได้รับการปรับปรุงขึ้นมา แต่ยิ่งไปกว่านี้ ภาษีทั้งปวงที่เก็บจากโภคภัณฑ์…กลับเป็นภาระแก่กสิกรอย่างไม่แบ่งเบาลงเลย…กสิกรจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากจากการเก็บภาษีเดี่ยวจากมูลค่าที่ดินแทนภาษีทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะภาษีจากมูลค่าที่ดินมิใช่จะตกหนักที่สุดอยู่แก่ย่านเกษตรกรรมซึ่งที่ดินมีราคาค่อนข้างต่ำ แต่ตกอยู่แก่เมืองเล็กใหญ่ซึ่งที่ดินมีราคาสูง ส่วนภาษีจากทรัพย์สินส่วนตัวและสิ่งปรับปรุงนั้นเป็นภาระหนักเท่าๆ กันทั้งในชนบทและในเมือง…ผลลัพธ์ก็คือราคาที่ดินเนื่องจากการเก็งกำไรจะลดลงและไร่นาที่ได้รับการเพาะปลูกและปรับปรุงจะไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าพื้นที่รอบๆ จะมีผู้คนอพยพมาอยู่อาศัยมากขึ้นแล้ว ที่จริงแล้ว ถึงแม้ในขั้นแรกจะดูไม่น่าเชื่อสำหรับกสิกรเหล่านี้ แต่ผลของการเก็บภาษีทั้งสิ้นจากมูลค่าที่ดินก็คือจะปลดเปลื้องกสิกรผู้ทำงานหนักให้พ้นจากภาษีทั้งหลาย…
เศรษฐทรัพย์จะไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นมหาศาลเท่านั้น มันยังจะได้รับการวิภาคออกไปอย่างเสมอภาคด้วย ข้าพเจ้ามิได้หมายความว่า แต่ละบุคคลจะได้รับเศรษฐทรัพย์ในจำนวนเดียวกัน นั่นมิใช่การวิภาคอย่างเสมอภาคตราบเท่าที่บุคคลต่างๆ กันมีความสามารถต่างๆ กันและมีความปรารถนาต่างๆ กัน แต่ข้าพเจ้าหมายความว่าเศรษฐทรัพย์จะถูกแบ่งออกไปตามขนาดที่แต่ละคนอุทิศความอุตสาหะ ความเชี่ยวชาญ ความรู้ หรือความสุขุมรอบคอบ ให้แก่มูลภัณฑ์ของส่วนรวม … ผู้ไม่ได้ผลิตจะไม่ได้ฟุ่มเฟือยในขณะที่ผู้ผลิตได้รับแต่เพียงเท่าที่จำเป็นจริงๆ แก่การครองชีวิตอยู่เยี่ยงสัตว์อีกต่อไป…
เราจะเลิกนึกกลัวโชคลาภอันใหญ่ยิ่งเสียได้ เพราะเมื่อทุกคนได้รับสิ่งที่ตนลงทุนลงแรงหามาได้อย่างเป็นธรรมแล้ว ก็จะไม่มีใครที่จะได้รับมากกว่าที่ตนจะลงทุนลงแรงหามาได้อย่างเป็นธรรม มีสักกี่คนที่หาเงินได้ล้านดอลลาร์อย่างเป็นธรรม?…

กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์
อารยธรรม คือความร่วมมือกัน ความสามัคคีและเสรีภาพเป็นปัจจัยของมัน…
สิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมเดิมๆ มาแล้วทุกรุ่นก็คือแนวโน้มไปสู่ความไม่เสมอภาคกันในการวิภาคเศรษฐทรัพย์และอำนาจ แนวโน้มอันเดียวกันนี้ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ด้วยพลังที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ปรากฏให้สังเกตได้ในอารยธรรมของเราในปัจจุบัน…
เมื่อความเสื่อมโทรมกลายเป็นสิ่งเรื้อรัง เมื่อน้ำใจที่จะกระทำเพื่อประชาชนสูญสิ้นไป เมื่อประเพณีแห่งเกียรติยศ คุณความดี และความรักชาติอ่อนแอลง เมื่อกฎหมายมีลักษณะที่น่าดูหมิ่น และการปฏิรูปกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหวัง พลังแห่งภูเขาไฟก็จะเกิดขึ้นในมวลชนที่ขมขื่น ซึ่งจะระเบิดออกเมื่อมีอุบัติเหตุเปิดทางให้ บุรุษผู้เข้มแข็งปราศจากธรรมะซึ่งพุ่งขึ้นสูงตามโอกาสจะกลายเป็นตัวแทนแห่งความปรารถนาอันมืดมัวหรือความรู้สึกอันรุนแรงของประชาชน และเขี่ยรูปแบบต่างๆ ที่สูญสิ้นความเข้มแข็งแล้วกระเด็นไป ดาบจะกลับคมยิ่งกว่าปากกา และในเทศกาลแห่งการทำลายล้าง พลังอันโหดเหี้ยมและความโกลาหลป่าเถื่อนจะเกิดขึ้นสลับกับความซบเซาแห่งอารยธรรมที่กำลังเสื่อม…
คนป่าเถื่อนจำพวกใหม่จะมาจากที่ไหนกันหรือ? จงไปยังย่านซอมซ่อตามนครใหญ่ๆ แล้วท่านจะได้เห็นพวกเขารวมกันอยู่เป็นฝูงแม้กระทั่งขณะนี้! การเล่าเรียนศึกษาจะสิ้นสูญไปได้อย่างไรหรือ? มนุษย์จะหยุดอ่าน ตำรับตำราจะก่อให้เกิดไฟ และจะกลายเป็นชนวนระเบิด!…
…ในการเสื่อมลงของอารยธรรมนั้น ประชาคมต่างๆ มิได้กลับลงไปทางเดียวกับที่ขึ้นมา ตัวอย่างเช่นความเสื่อมแห่งอารยธรรมดังที่ปรากฏในการปกครองจะไม่นำเราจากระบอบสาธารณรัฐกลับไปสู่ระบบฟิวแดลอีก แต่จะนำเราไปสู่ระบบบงการ (Imperatorship) และอนาธิปไตย…
เสรีภาพเกิดขึ้นที่ใด ที่นั่นคุณงามความดีย่อมเติบโตขึ้น เศรษฐทรัพย์มีมากขึ้น ความรู้ขยายออก การค้นคิดประดิษฐ์ทำให้ความสามารถของมนุษย์เพิ่มขึ้น และชาติที่มีเสรีภาพมากกว่าก็จะพุ่งขึ้นสูงในด้านความเข้มแข็งและวิญญาณในท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้าน…ที่ใดเสรีภาพเสื่อมลง ที่นั่นคุณงามความดีจะค่อยๆ เลือนหายไป เศรษฐทรัพย์จะลดลง ความรู้ถูกลืม การค้นคิดประดิษฐ์หยุดชะงัก และจักรวรรดิที่เคยทรงอานุภาพในด้านกำลังทหารและศิลปะวิทยาการจะกลายเป็นเหยื่อที่น่าสมเพชแก่พวกป่าเถื่อนที่มีเสรีกว่า !
เสรีภาพได้ส่องแสงมายังหมู่มนุษย์เพียงด้วยลำแสงที่ขาดเป็นช่วง และสว่างเพียงบางส่วน แต่เสรีภาพก็ได้แสดงออกซึ่งความก้าวหน้าทั้งหลาย…
เราจะไม่เชื่อมั่นในเทวีแห่งเสรีภาพหรือ ?
ในสมัยของเรา พลังอันเคลือบแฝงได้คืบคลานเข้ามาเช่นเดียวกับในสมัยก่อนๆ ซึ่งได้ทำลายเทวีแห่งเสรีภาพโดยก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันขึ้น ณ ขอบฟ้า เมฆเริ่มลดต่ำลง เทวีแห่งเสรีภาพเรียกร้องเราอีกแล้ว…ไม่เป็นการเพียงพอที่มนุษย์จะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่เป็นการเพียงพอที่มนุษย์จะมีความเสมอภาคกันทางทฤษฎีต่อหน้ากฎหมาย มนุษย์จะต้องมีเสรีภาพที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสและปัจจัยแห่งชีวิต มนุษย์จะต้องมีความเสมอภาคกันในความกรุณาของธรรมชาติ…นี่เป็นกฎสากล นี่เป็นบทเรียนของศตวรรษต่างๆ ถ้าไม่วางรากฐานอยู่บนความยุติธรรม โครงร่างแห่งสังคมก็จะยืนหยัดอยู่มิได้….

Copyright © 2003 Rimping Foundation