| ประวัติภาพยนตร์ไทย ตอนที่ 7 | ||
| การฟื้นตัวของภาพยนตร์ เสียงในฟิล์ม |
![]() ในปี พ.ศ. 2496 รัตน์ เปสตันยี ตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร ์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานสากลขึ้นที่ถนนวิทยุ ย่านเพลินจิต บริษัทได้สร้างภาพยนตร์ไทยระบบ 35 ม.ม. เสียงในฟิล์ม สีธรรมชาติเรื่อง สันติ-วีณา ออกฉายครั้งแรกในปี 2497 และได้ส่งเข้าประกวดในงานประกวดภาพยนตร์เอเชียตะวันออก ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรางวัล 3 รางวัล คือ รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ รางวัลการเผยแพร่วัฒนธรรม นับเป็นครั้งเเรกที่หนังไทยได้เข้าร่วมประกวดภาพยนตร์นานาชาติ สันติ-วีณา เป็นเรื่องของหญิงสาวซึ่งเป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม 2 คน พูนพันธ์ อังคาร แสดงเป็นสันติ ชายหนุ่มผู้ประสบมรสุมชีวิตมากมาย และในที่สุดก็หันเ้ข้าสู่ร่มกาสาวพัฒน์ ไพจิต ภูติยศ รับบท ไกร ผู้หลงรักวีณา และพยายามทำลายสันติในทุกวิถีทาง เรวดี ศิริวิไล รับบทวีณา หญิงสาวผู้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งคู่ สันติ-วีณา ต่างจากหนังไทยทั่วๆไปในสมัยนั้น คีอไม่ได้จบลงด้วยการที่พระเอก นางเอก ได้ครองรักกันในที่สุด แต่แสดงให้เห็นว่าประเพณีเป็นตัวกำหนดการดำรงชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น และทางออกของปัญหาก็คือการยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมนั้นๆต่อไป ในตอนจบของเรื่อง สันติหนีปัญหาด้วยการบวช คือหันเข้าหาศาสนา ถือได้ว่าเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น ความสำเร็จของสันติ-วีณา ทำให้การสร้างภาพยนตร์ 35 มม เสียงในฟิล์มกลับได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2498-2499 เนื้อหาของหนังไทยเปลี่ยนจากหนังบู๊มาเป็นหนังชีวิต สาเหตุที่หนังในแนวนี้ได้รับความนิยมมาจากความเด่นดังของดาราหญิง 3 คน ได้แก่ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง วิไลวรรณ วัฒนพานิชย์ และ อัมมรา อัศวนนท์ ยิ่งกว่านั้นหนังชีวิตในช่วงเวลานั้นเกือบทั้งหมดดัดแปลงมาจากนิยายซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารสตรี นิยายเหล่านั้นส่วนใหญ่มีเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกัน ตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายผู้ร้ายมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เนื้อหาของเรื่องจะเน้นที่การสร้างความเห็นอกเห็นใจจากผู้อ่านและผู้ชม เนื้อเรื่องหลักก็เช่นนางเอกเป็นสาวน้อยยากจน ผู้ซึ่งค้นพบความจริงในตอนท้ายเรื่องว่าจริงๆแล้วเธอคือทายาทเีพียงคนเดียวของปู่ผู้มั่งคั่ง หรือเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างแม่ผัว ลูกสะใภ้ ความนิยมอีกอย่างที่เริ่มมีมากขึ้นในสมัยนี้คือการถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างประเทศ ในการถ่ายทำลักษณะนั้น กองถ่ายมักมีขนาดเล็ก ลูกทีมทุกคนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกหน้าที่ ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับการแสดงทำหน้าที่ถ่ายทำด้วย และในเวลาเดียวกันยังทำหน้าที่ควบคุมกองถ่ายอีกอย่าง นักแสดงทุกคนจะดูแลเรื่องการแต่งหน้า และเรื่องเสื้อผ้าของตัวเอง ในบางกรณีก็ช่วยหิ้วอุปกรณ์การถ่ายทำด้วย ผู้อำนวยการสร้างทำหน้าที่ตกแต่งฉากและเป็นผู้ช่วยผู้กำกับไปด้วย เหล่านี้เป็นต้น หนังในรูปแบบหลังนี้ต่างจากเรื่องสันติ-วีณา คือมักจะเ็ป็นหนังต้นทุนต่ำ ใช้ฟิล์ม 16 ม.ม. และเป็นหนังพากษ์ ซึ่งทำให้การนำออกฉายในต่างประเทศนั้นทำได้ยาก |