คุยเฟื่องเรื่องเพลง
โดย คุณทิว


ตอนที่ สามสิบ..เพลง คันทรี่.. ตอนที่ 2

เครื่องดนตรีเพลงคันทรี่ ( country music instruments )

คราวนี้เราว่ากันเรื่องเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นกันในหมู่ชนชาวคันทรี่กันสักเล็กน้อยครับ บางชิ้นที่สำคัญหน่อยจะคุยกันพอให้เห็นภาพ ส่วนชิ้นไหนไม่ค่อยมีบทบาทมากนักก็จะผ่านเลยไปนะครับ

ตามที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า สายธารดนตรีไอ้กันมีลักษณะเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์กลับไปกลับมา (cross and recross) อยู่ในบรรดาวัฒนธรรมทางดนตรีที่กลุ่มชนผู้เข้ามาตั้งรกรากนำติดตัวมาด้วย แล้วก่อเกิดรูปแบบผสมใหม่ๆที่มีลักษณะเฉพาะขึ้น
( เล่าไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ : โคตรเหง้าดนตรีไอ้กัน ) ดนตรีคันทรี่ รวมถึงเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นมัน ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ

ชิ้นแรก fiddler ครับ, fiddle นี่ถือว่าเป็นพระเอกในกระบวนที่เกี่ยวข้องกับเพลงเต้นรำทั้งมวลในโลกแห่งท่วงทำนองเสียงแนวนี้เลยครับ มันคือคลังสมบัติขนาดยักษ์ที่สร้างคุณค่าให้แก่ท่วงทำนองเต้นรำ (dance tunes) ทั้งมวลใน บริติช สก๊อต และไอริช ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันก็ยังร้องและเล่นกันอยู่ไม่เสื่อมความนิยมไปแม้แต่น้อย

ถึงตรงนี้ต้องขอพักทำความเข้าใจบางอย่างสักเล็กน้อยครับ กล่าวคือ สำหรับดนตรีโฟล์คทางแถบตอนใต้ของอเมริกานั้น melody (ท่วงทำนองของเสียง) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดทั้งหมด ไม่ใช่ chords ไม่ใช่ harmony (เสียงประสาน ในทางดนตรีมี 8 คู่เสียง) ครับ เพลงโฟล์คและคันทรี่จำนวนไม่น้อย / มากทีเดียวที่ melody ของมันไม่ได้ใช้ตัวโน้ตทั้ง 7 เหมือนกับสเกลทางดนตรีทั่วๆไป ( โด เร มี ฟา ซอล ลา ซี )

คราวนี้ไอ้เจ้า fiddle (และเครื่องดนตรีทางใต้อีกหลายตัว) มันก็เลยเหมาะเจาะไปกันได้กับบทเพลงที่ ”พวกบ้านนอก”(backwoods)เหล่านี้ขับร้อง เพราะอะไรหรือครับ เพราะในเสียงทั้งหลายที่เกิดจากไอ้ซอฝรั่งตัวนี้ มันจะมีเสียงๆหนึ่งที่เป็นเสียงสำคัญ ถูกกักเก็บเอาไว้เสมอ และเปิดอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆก็คือเราจะได้ยินเสียงๆนั้นอยู่ตลอดเวลาที่ฟังเพลงสั้นบ้างยาวบ้าง เสียงนั้นจะเป็นเสียงหึ่งๆแหบๆระคายหู (drone, ต่อไปเมื่อผมต้องการจะหมายถึงเสียงๆนี้ผมจะใช้คำว่า “เสียงอย่างว่า” นะครับ ) ไอ้เสียงอย่างว่านี้มันช่างเหมาะเหม็งกับเสียงร้องและ

บทเพลงของพวกบ้านนอกคนภูเขาซะนี่กระไรเลยครับ ( เราอาจพอเปรียบเทียบได้กับเสียงของแคนอีสานบ้านเรา ที่จะปรากฏเสียงๆหนึ่งเป็นพื้นเสมอเมื่อนักดนตรีเป่าท่วงทำนองออกมา )

เมื่อเมโลดี้ถูกนำมาร้อยเรียงคลอเสียงกัน มันจะได้เสียงอย่างว่าที่เป็นโน้ตเดี่ยวพื้นๆตัวหนึ่งเสมอ สำหรับ fiddle เสียงอย่างว่านี้จะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้เทคนิคอย่างหนึ่งที่เรียกว่า double stopping ครับ คือนักดนตรีจะใช้คันชักชักสาย 2 สายพร้อมกันในคราวเดียวกัน จะปรากฏเสียงแหบระคายอย่างว่า ในส่วนของ fiddler นั้นก็คือการนำเอาเครื่องดนตรีประเภท fiddle ทั้งหลายรับเข้ามาประยุกต์ทำใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างเสียงอย่างว่า นั่นเองแหละครับ

เครื่องดนตรีชิ้นต่อไปคือ dulcimer ครับ, เป็นเครื่องดนตรีโบราณอีกชิ้นหนึ่งที่พบทางตอนใต้ของอเมริกา ให้เสียงอย่างว่านั้นได้ดีมาก มี 3 สาย มีต้นกำเนิดมาจากเยอรมันครับ บนคอของมันจะถูกวางพาดเป็นเฟร็ทเป็นขั้นๆ (คล้ายคอกีต้าร์)ด้วยกิ่งไม้เล็กๆ เวลาจะเล่นใช้วิธีดีด หรือกรีดด้วยก้านขนห่าน ( อธิบายยากครับ ดูรูปเอาดีกว่า )



ท่วงทำนองจะถูกเล่นไปบนสายๆหนึ่ง ส่วนสายที่เหลือทำหน้าที่ให้เสียงอย่างว่าครับ (หากจะยกตัวอย่างก็คงทำนองเดียวกับพิณอีสานหรือซึงทางเหนือ ที่เมื่อต้องการเล่นโซโล อาจใช้วิธีตีหรือดีดสายทุกสาย โดยที่นิ้วของผู้เล่นเลื่อนไหลไปมาบนสายๆหนึ่งเพื่อให้เกิดเสียงที่ต้องการ ในขณะที่สายอื่นๆทำหน้าที่เป็นเสียงประสานรองพื้นนั่นแหละครับ )

เครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่งคือ banjo ครับ, ไอ้ตัวนี้เป็นที่แพร่หลายอย่างยิ่งในหมู่นักดนตรีคันทรี่ครับ แต่ท่านทราบไหมครับว่า ไอ้แบนโจเนี่ย มันถือกำเนิดขึ้นโดยพวกทาสนิโกรผิวดำทางตอนใต้ครับ ไม่ใช่พวกผิวขาวที่ใช้ร้องใช้เล่นแพร่หลายกันมากในปัจจุบันนี้ พวกนิโกรนำเอารูปแบบมาจากเครื่องดนตรีที่พวกเขาใช้เล่นกันในอาฟริกา ทีแรกก็ใช้เล่นคลอเสียงร้องที่บ่นที่ร้องกันในหมู่ทาส เล่นกันไปอย่างไม่เป็นระบบนัก อาจจะสะเปะสะปะขาดความชำนาญบ้างก็พอช่วยทดแทนอารมณ์ได้บ้าง เดิมแบนโจมี 4 สายครับ

จนเมื่อต้นคริสตศตรรษที่ 19 สายที่ 5 ถูกสร้างขึ้นเพิ่มบนกึ่งกลางคอแบนโจ เพื่อให้สามารถเล่นเสียงหึ่งแหบอย่างว่าเป็นเสียงสูงๆได้ ทำให้แบนโจกลายเป็นที่ต้องตาต้องใจพวกนักดนตรีบ้านนอกทางใต้ ที่ชมชอบเสียงสั่นๆ สูงๆ ของมัน เป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าแต่เดิมแบนโจจะถูกเล่นอย่างสะเปะสะปะขาดความชำนาญ หรือถูกดีดดึงด้วยนิ้วมือ แต่นักดนตรีคนภูเขาก็นำมันมาใช้ให้เกิดท่วงทำนอง การเล่นที่เป็นเทคนิคพิเศษเฉพาะตัว ด้วยหลังเล็บมือครับ เรียกเทคนิคนี้ว่า claw – hammer style พวกเขานำเอาเทคนิคนี้มาใช้เล่นเพลง เก่าๆที่เคยเล่นด้วย fiddle มากมายหลายเพลงครับ

แบนโจพัฒนาอย่างมากในระหว่างปี 1940-1950 เมื่อ Earl Scruggs นำลูกเล่นหลากหลายมาใช้อย่างแพรวพรายขณะที่อยู่ร่วมกับวง Bill Monroe & The Bluegrass Boys ( ซึ่งเราจะได้คุยกันในตอนต่อๆไปครับ )

และเมื่อเครื่องดนตรีท้องถิ่นอย่าง fiddler และ banjo ถูกนำมาเล่นร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ดนตรีเต้นรำที่ ดิบเถื่อน และแสนจะตื่นเต้นเร้าใจ

เครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่งคือ guitar ครับ, ไอ้เจ้ากีต้าร์นี่ถูกนำเข้ามายังถิ่นใต้ทีหลังเพื่อนประมาณปลาย ค.ศ.19 มันมาจากเม็กหิโกครับ โดยทีแรกมันถูกใช้เหมือนกับเป็นเสียงเบสและเสียงริธึ่มให้จังหวะเป็นพื้นหลังให้กับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ คือให้เสียงคอร์ดและฮาร์โมนี่เป็น ธรรมดาสามัญทั่วไป

ต่อมาก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย และพัฒนารูปแบบออกไปมากมายครับ เครื่องดนตรีในตระกูลกีต้าร์ที่เด่นๆ ได้แก่ dobro, pedal steel guitar, mandolin ซึ่งในตอนต่อๆไปเมื่อเราคุยกันถึงดนตรีคันทรี่สมัยใหม่เราจะมาว่ากันอีกทีครับ

วงเครื่องสายตอนใต้ ในยุคแรก มักจะประกอบด้วย guitar, fiddle, และ banjo ครับ

ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ได้แก่ harmonica, autoharp, เครื่องเคาะประกอบจังหวะอื่นๆ เช่น ช้อนชนิดต่างๆ(spoons) พิณตั้งแบบยิว ธนูปาก(mouth bow) ท่อนซุงท่อนเล็กๆ ฯลฯ ขออนุญาตข้ามไปก่อนนะครับ

คราวต่อๆไป เราจะคุยกันถึงวิวัฒนาการของเพลงคันทรี่จากยุคดั้งเดิมสู่ยุคสมัยใหม่ครับ อย่าพลาดนะครับ เพราะในขณะที่เราจะเหลือบดูความสัมพันธ์ระหว่างสภาพสังคมไอ้กันกับวงการเพลงคันทรี่อย่างคร่าวๆแล้ว ผมก็จะเริ่มพาท่านไปรู้จักกับบรรดานักร้องนักดนตรีที่เป็นผู้แผ้วทางสายลูกทุ่งจากอดีตสู่ปัจจุบัน พอหอมปากหอมคอครับ

ขอจบตอนด้วยเสียงดนตรีเช่นเคยครับ เชิญรับฟัง Down Yonder เพลงที่ไม่เคยตายครับ (คลิก 1 ครั้ง เร่งโวลุ่มให้ดังหน่อย รอสัก 3 วินาที แล้วเชิญอภิรมย์ครับ) สวัสดีครับ

- นายฮิม ท่าน้ำ-


หน้า  1 I 2 I 3 I 4 I 5 I 6 I 7 I 8 I 9 I 10 I 11 I 12 I 13 I 14 I
15 I 16 I 17 I 18 I 19 I 20 I 21 I 22 I 23 I 24 I 25 I 26 I 27 I 28 I
29 I 30 I 31 I 32 I 33 I 34 I 35 I 36 I 37 I 38 I 39 I 40 I

Copyright © 2003 Rimping Foundation