คุยเฟื่องเรื่องเพลง
โดย คุณทิว


ตอนที่ สามสิบเอ็ด เพลงคันทรี่ : ตอนที่ 3....กงล้อที่หนุนไป.......

ในขณะที่โคลงกลอน บทเพลงเก่า ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาทางสายโลหิต ในขณะเดียวกันนั้นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทางสังคม
ใหม่ๆก็เข้ามากระทบกับวิถีชีวิตของพวกคนบ้านนอกเหล่านี้เช่นกัน สิ่งใหม่ๆที่เติบโตควบคู่ไปกับสังคมที่กำลังขยายตัวก็ได้แก่ หนังสือเล่าเรื่องราว ประเภทต่างๆ (storybooks) วิทยุ (radio) โทรทัศน์ (television) เป็นต้น

บทเพลงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจะบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปในท้องถิ่น เหตุการณ์สำคัญๆ พวกวีรบุรุษ และพวกนอกกฎหมาย บางเพลง
บรรยาย ถึงความรุ่งเรืองและแตกดับของวิถีชีวิตแบบกสิกรรมและชีวิตท้องถิ่น บทเพลงจำนวนมากที่เป็นเพลงเกี่ยวกับความเศร้า
ระลึกถึง โหยหาเรื่องของความรัก และนับได้เป็นร้อยเพลงทีเดียวที่กล่าวถึงเรื่องเครื่องจักรไอน้ำ การบุกเบิก การสร้างทางรถไฟ
(railroad)ซึ่งเข้ามาเป็นพระเอกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สิ่งใหม่ๆเหล่านี้นี่เองที่เข้าทำลายความอิสระโดดเดี่ยว (isolation) ของชุมชนท้องถิ่นที่มี มาแต่เดิม ให้พังทลายลงไป พร้อมกับนำมาซึ่งความหวัง การผจญภัย และอิสรภาพ

ต้นศตวรรษที่ 19 ชุมชนท้องถิ่นทางตอนใต้ของอเมริกา เริ่มโดดเดี่ยวน้อยลงไปทุกขณะ อันเป็นผลมาจากความเป็นอุตสาหกรรม (industrialization) เริ่มแผ่ขยายรุกรานเข้ามาพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทางสังคมและเทคโนโลยี่ ชุมชนบ้านนอก หลายต่อหลายแห่งพากันคลั่งไคล้ไหลหลงรับฟังการส่งกระจายเสียงทางวิทยุที่แพร่ระบาดเข้ามาในหมู่พวกเขาเหล่านั้นตั้งแต่ปี 1920 ถึง 1930 ไอ้เจ้าวิทยุนี่แหละที่นำเอาเพลงตลาดๆพื้นๆ และเป็นเชิงธุรกิจ จากดินแดนทางเหนือ เข้ามาเผยแพร่ในหมู่ชนบ้านนอกมากขึ้น มากขึ้น

และในทางกลับกันครับ วิทยุนี่อีกเหมือนกัน ที่เปิดโอกาส สร้างความเป็นไปได้ ให้แก่บรรดานักดนตรีคันทรี่ ที่จะเสนอผลงานในวงกว้างแผ่ ครอบคลุม ไปทั่วดินแดนทางใต้ ในรูปของเพลงเต้นรำแบบกสิกร ( The national barn dances, ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไรดีครับ ใครก็ได้ช่วยที..เอิ๊อกก.. )

นอกจากนั้น ยังมีนวัตกรรมชิ้นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กำเนิดขึ้นมาในยุคนี้ สิ่งนั้นคือ หีบเล่นจานเสียง(phonograph) ครับ ในตอนที่หีบเสียง เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทางถิ่นใต้ชาวคันทรี่ผู้ชมชอบของใหม่จะสามารถซื้อหาแผ่นเสียงเพลงต่างๆได้เฉพาะที่ผลิตและ
นำเสนอโดยพวกเอ็นเทอร์เทนเนอร์ทางเหนือเท่านั้นครับ

จนเมื่อปี 1923 เมื่อ Ralph Peer นายใหญ่แห่ง Okeh Records ได้บันทึกเสียงและจัดจำหน่ายแผ่นเสียงประเภท เพลงเก่าที่เล่นด้วย fiddler, ถ้อยคำวาทะทั้งหลายที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง, คำบรรยายวิธีทาสีบ้าน, เป็นต้น (คนนี้หัวหมอ ฉลาดในเชิงธุรกิจจริงๆ ว่ามั้ยครับ) และประสบ ความสำเร็จท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นแหละครับที่ถือเป็นการเริ่มเปิดประตูเข้าไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตแผ่นเสียง เพลงลูกทุ่งหรือ คันทรี่หรือฮิลบิลลี่ แล้วแต่จะเรียกกัน

ไอ้เจ้าดนตรีคันทรี่ที่ได้รับการบันทึกเสียงในยุค ’20 และ ’30 นี่จัดได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้หรือเป็นรูปพรรณสัณฐานของดนตรีโฟล์คทางตอนใต้เลย ทีเดียวนะครับ แถมโครงสร้างสุ้มเสียงของมันก็ยังคงดำรงอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้เลยครับ

แต่ขณะเดียวกัน ท่านทราบไหมครับว่าอะไรมันเกิดขึ้นตามมาด้วย ไอ้เจ้าการผลิตแผ่นเสียงที่มีเป้าหมายเพื่อการค้านี่ยังส่งผล
ทำให้ดนตรีคันทรี่ ของเดิมๆนี่มันถูกยื้อแย่งเอาไปจากมือของผู้ที่เป็นเจ้าของเดิมๆ และแปรเปลี่ยนพวกเขา จากผู้สร้าง (creators) ให้กลายมาเป็นผู้บริโภค (consumers) ไปครับ พูดง่ายๆคือ ดนตรีหรือบทเพลงที่เคยเล่นเคยร้องสืบทอดกันมาทางสายโลหิต กำลังถูกนำมาเจือสี แต่งเติม ด้วยเครื่องปรุงรสยี่ห้อ”ธุรกิจ” มากเข้าไปทุกขณะครับ


ต่อไปนี้ ผมจะขอแนะนำนักร้องนักดนตรีคันทรี่แห่งยุคที่เรียกกันว่า ยุคทองของดนตรีคันทรี่แต่พอสังเขปดังนี้ครับ

คนนี้ชื่อ Buell Kazee ครับ เป็นหนึ่งในบรรดานักร้องนักดนตรีเพลงคันทรี่ที่มีผลงานบันทึกเสียงในช่วงยุคทองแห่งเพลงคันทรี่ครับ เพลงที่ร้องเป็นเพลงภูเขาที่เป็นเพลงบัลลาดเก่าๆครับ

นี่คือโฉมหน้าของ The Carter Family ครับ เป็นวงที่ร้องเพลงบัลลาดเก่าๆ ด้วยรูปแบบลีลาที่ร่วมสมัย ทันแฟชั่น จึงได้รับความนิยม แพร่หลายมากครับ วงนี้ยังร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพลงสวด เพลงเก่า เพลงบัลลาดแนวเก่าแนวใหม่ ได้ทั้งนั้นครับ คนที่เด่นและสร้างอิทธิพลทางดนตรีอย่างมากให้แก่รุ่นหลังเป็นผู้หญิงที่ชื่อ Maybelle Carter ครับ ในวงเธอร้อง เสียงประสานและ เล่นกีต้าร์นำครับ ( ท้ายบทความ ผมจะเอาเพลงที่เธอเล่นและร้อง มาให้ฟังกันเต็มเพลงเลยครับ )



คนนี้ชื่อ Uncle Dave Macon ถือเป็นนักร้องที่มีสีสันแพรวพราว ร้อง(และแสดง)เอาไว้ทุกอย่างสารพัดครับ ตั้งแต่เพลงโฟล์คเทรดดิชั่น เพลงล้อเลียนเสียดสีการเมือง เพลงโฆษณาหนังขายยา คนนี้เขายกให้เป็นดาราใหญ่คนแรกของ The Grand Ole Opry ( เดอะ แกรนด์ โอล โอปรี เป็นชื่อโรงละครหรือเวทีที่ถือเป็นศูนย์รวมของนักร้องนักดนตรีโฟล์คและคันทรี่ ยิ่งใหญ่ในระดับเป็น “สถาบันทางดนตรี” เลยครับ อนุญาตให้เฉพาะศิลปิน

โฟล์คและคันทรี่เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์มาแสดงที่นี่ได้ และมีการกระจายเสียงออกอากาศไปทั่วภูมิภาคด้วยครับ จนปัจจุบันเดอะแกรนด์ฯก็ยังคงอยู่ครับ ผมว่าน่าจะเทียบได้กับ เวทีไทย ของเราเพียงแต่ของเขายิ่งใหญ่กว่าหลายร้อยเท่า ใครมีโอกาสได้มาแสดงที่นี่ถือเป็นเกียรติประวัติแห่งชีวิต เอาไว้เรื่องของ เดอะแกรนด์ฯ เราจะได้คุยกันอีกในภายหน้าครับ )

นี่วง charlie Poole & North Carolina Ramblers เป็นวงเครื่องสายเพียงวงเดียวในบรรดาวงยอดนิยมช่วงนั้นที่ใช้เครื่องดนตรี 3 ชิ้นคือ fiddler, guitar,และ banjo

คนนี้ครับ พระเอกตัวเด่นของวงการในยุคนั้น Jimmie Rodgers ครับ เขาคือนักร้องที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น เป็นหนึ่งในสายธาร ดนตรีคันทรี่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงของคนผิวดำทางใต้ เขาเป็นต้นแบบของ“เพลงโห่”(yodel) ระดับเสียงสูง
ทอดยาวต่อเนื่องกันเป็นระลอก โฮเร ฮี้ เร โฮ ฮี้ เร ฮี้ย์ย....ที่เราคุ้นเคยดี อิทธิพลอันนี้ส่งต่อมาถึงเมืองไทยเราด้วยครับ ตัวอย่างลูกคอแบบนี้มีให้ได้ยินกันในเพลงโห่ที่ร้องโดย เพชร พนมรุ้ง, เมืองมนต์ สมบัติเจริญ เป็นอาทิครับ ลักษณะที่ผสมผสานกั นระหว่างเพลงภูเขากับเพลงบลูส์ที่เขานำมาใช้ขับร้อง ทำให้เขาได้รับ

ฉายาว่า “Blue Yodeler” ครับ เขาดังมากครับ นับตั้งแต่มิสซิสซิปปี้บ้านเกิด หลายปีในเท็กซัส ลุยตลอดถึงดินแดนตะวันตก ทำให้เพลงคาวบอยตะวันตกได้รับความนิยมอย่างมากตั้งแต่ปี 1930 เป็นต้นมาเลยครับ

ขอบอกไว้นิดครับว่า ไอ้เพลงคาวบอยตะวันตกแท้ๆนี่มันไม่ใช่ว่าจะไม่เหมือนกับดนตรีโฟล์คทางตะวันออกเฉียงใต้ซะเลยทีเดียว คือมันจะ ดิบๆไม่สละสลวยแล้วก็ออกทางแนวธรรมเนียมปฏิบัติ(traditional) และบ่อยครั้งก็ร้องกันเดี่ยวๆไม่มีเสียงประสานอะไรเลยครับ
เพลงคาวบอยบางเพลงเช่น Tom Sherman’s Barroom ตกทอดสืบสายมาจากเพลงบัลลาดดั้งเดิมของอังกฤษครับ

จนกระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 30 ดาราหนังเพลงชื่อดังอย่าง Gene Autry และ the Sons of the Pioneers กลับนำเสนอ เพลงคาวบอยตะวันตกชนิดหวานหยดยังกับน้ำผึ้ง อันห่างไกลกันลิบลับจากเพลง Tom Sherman’s Barroom เดิมเลยครับ

ยังไม่จบครับ ยังจบไม่ได้ สำหรับตอนที่ว่าด้วยกงล้อฯนี้ แต่ต้องขอพักเพียงเท่านี้ก่อน ในตอนต่อไป เราจะว่ากันต่อเนื่องไปถึงคราว ที่อเมริกาประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ความเป็นไปในวงการเพลงเครื่องดนตรีชนิดใหม่ๆ แนวดนตรีใหม่ๆ นักร้องนักดนตรีคนสำคัญๆ อาทิ แฮงค์ วิลเลียมส์ ดนตรีแนวฮ้องกีท้องค์ ดนตรีบลูกราสส์ มีแตะๆเอลวิส เพรสิลี่ ด้วยครับ เอ.. มันจะเป็นยังไงนะ เชิญติดตามตอนต่อไปครับ

และ ขอจบตอน ด้วยเสียงเพลงตามธรรมเนียมครับ เชิญรับฟังเพลงที่ขับร้องและเล่นกีต้าร์โดย Maybelle Carter รุ่นใหญ่ของวงการ เพลงนี้เธอเอาเพลงเก่าที่เคยร้องมาร่วมแจมกับรุ่นลูกเมื่อปี 1972 ครับ

ชื่อเพลง I’m Thinking Tonight Of My Blue Eyes เชิญหาความสำเริงสำราญบานใจ ครับ

......เชิญครับ....

- นายฮิม ท่าน้ำ-


หน้า  1 I 2 I 3 I 4 I 5 I 6 I 7 I 8 I 9 I 10 I 11 I 12 I 13 I 14 I
15 I 16 I 17 I 18 I 19 I 20 I 21 I 22 I 23 I 24 I 25 I 26 I 27 I 28 I
29 I 30 I 31 I 32 I 33 I 34 I 35 I 36 I 37 I 38 I 39 I 40 I

Copyright © 2003 Rimping Foundation