คุยเฟื่องเรื่องเพลง

โดย คุณทิว
| ตอนที่ สามสิบสอง เพลงคันทรี่
: ตอนที่ 4 ..กงล้อหนุนต่อ..
นี่ผมพาเพื่อนๆ ท่องแดนตะวันตกมาไกลโขนะครับ แต่ไหนๆ ก็มากันแล้ว ยังกลับไปง่ายๆ ไม่ได้ครับ..เอิ๊อกกกก... คราวก่อน ล้อหมุนไปจนถึงเมื่อ Jimmie Rodgers ร้องเพลงภูเขาผสมบลูส์ จนสร้างชื่อเสียงลือลั่นข้ามจากดินแดน ฝั่งตะวันออก(เฉียงใต้) ไปสู่ดินแดนตอนกลางถิ่นเท็กซัส ข้ามทุ่งสู่ดินแดนตะวันตก คราวนี้เรามาว่ากันต่อ The Carter Family กับ Jimmie Rodgers นี่สร้างคุณูปการให้กับดนตรีคันทรี่ ในเชิงการค้า มากโขอยู่ครับ ในขณะเดียวกันนั้นดนตรีโฟล์คกับดนตรีคันทรี่ต่างก็มีคุณูปการต่อกันและกัน เพราะทั้งสองสายก็เกี่ยวพันซึ่งกันและกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ Roy Acuff ซึ่งเป็นนักสีฟิดเดล่อร์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างมากทั้งสายโฟล์คและคันทรี่ตั้งแต่ปี 1940s เป็นต้นมาเลยครับ เลยจนมาถึง Johnny Cash ระว่างปี 1960s 1990s , The Judds, และอีกมากมาย ไอ้ดนตรีลูกผสมหลายเชื้อชาติที่พวกคันทรี่ไอ้กันยุคโน้นชื่นชอบกันเป็นบ้าเป็นหลังอีกประเภทนึง
ก็คือดนตรีที่เรียกกันว่า เพลงคาวบอยตะวันตกเฟื่องฟูมากระหว่างปี 1930 ถึง 1940 เนื่องจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ผลิตหนังคาวบอยออกมาหลายเรื่อง เพลงประกอบก็เพราะๆทั้งนั้น ไอ้ดนตรีคาวบอยตะวันตกในแบบธรรมเนียมนิยม (tradition) นิยมขับร้องกันมากในเท็กซัสและ โอกลาโฮมา โดยได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากทั้งดนตรีโฟล์ค-คันทรี่ของเทนเนสซี่และมลรัฐตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ, ดนตรีแจ๊สแล ะดนตรีบลูส์จากหลุยส์เซียนน่า, และดนตรีเต้นรำวงใหญ่(big-band) นำมาคลุกเคล้ารวมกัน นอกจากนี้ยังนำเอาเครื่องดนตรี ประเภทเครื่องลมเครื่องเป่าเข้ามาใช้ด้วย ส่วนเนื้อหาของบทเพลงมักจะบรรยายถึงชีวิตผู้คนที่อยู่ตามชายแดนตะวันตก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องราวชีวิตอันโรแมนติคของเหล่าคาวบอยตะวันตก พระเอกนักร้องนักแสดงหลายคน เช่น Roy Rogers และ Gene Autry ร้องเพลงคาวบอยไว้มากมายในภาพยนตร์ และแผ่นเสียง ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางครับ
อันที่จริงรูปแบบที่ผสมผสานกันระหว่างเพลงคันทรี่แบบธรรมเนียมนิยม
เพลงแจ๊ส และเพลงสแปนิช (Spanish music)จากชายแดนเม็กหิกัน เกิดมีมาตั้งแต่ทศวรรษที่
30s แล้วครับ ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น แบนโจถูกลดบทบาท ลงจนแทบไม่ได้ยินกัน
เครื่องดนตรีที่ก้าวมานิยมเล่นแทนมี 2 ชนิด คือ Mandolin กับ Steel guitar
หรือ Dobro ครับ ไอ้เจ้าสตีลกีตาร์หรือโดโบรนี่เวลาจะเล่นใช้วางนอนลงบนตักหรือขาตั้ง
(ไม่เหมือนกีตาร์ทั่วไปที่ใช้แขวนบนบ่า ) แล้วดีดให้เกิด คราวนี้เราลองเหลือบดูสภาพสังคมไอ้กันช่วงนั้นกันหน่อยครับ
ในช่วงตอนต้นที่เพลงคันทรี่ถูกนำไปอัดแผ่นผลิตออกจำหน่ายนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อเมริกาประสบกับปัญหาภัยแล้งและเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่
( the Great Depression, ถ้าใครเคยอ่าน วรรณกรรมเรื่อง The Grapes Of Wrath
ของ John Stienbeck คงจำรสชาติแห่งความขมขื่นแบบนั้นได้ดี ) บรรดา พวกคันทรี่ชนบ้านนอกทั้งหลายต่างต้องอพยพทิ้งไร่นาออกไปหางานทำในเมืองใหญ่
แต่ส่วนใหญ่แล้วมักตกงาน แล้วไปเข้าแถว รอรับปันส่วนอาหารประทังชีวิต ในส่วนนักดนตรี
ส่วนใหญ่ทำเพื่อการค้าเพื่อหลีกหนีภาวะยากไร้ คือถ้าไม่ทำก็อดกิน ด้วยการ
ขับร้องเพลงประเภทตามสมัยนิยมชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้ดนตรีเทรดดิชั่นคันทรี่แทบจะถูกลืมเลือนไปเลยครับ
ไอ้ภาวะที่วิถีชีวิต ผู้คนท้องถิ่นแถบใต้ยุ่งเหยิงอลหม่านเพราะเศรษฐกิจตกต่ำนี่เองที่ทำให้เพลงคันทรี่แบบเทรดดิชั่นดั้งเดิมทางตอนใต้
มีอันต้องเสื่อมลงทุกที ๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวหรอกครับ สิ้นยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
จบลงด้วยการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นครับ เท่ากับเป็นการซ้ำเติมสภาพวิถีชีวิตท้องถิ่นชาวใต้ให้ยุ่งขิงมากเข้าไปอีก
หมู่ชาวใต้ทั้งหลายยังคง หันหลังจากฟาร์มมุ่งหน้า สู่เมืองหางานประเภทอื่นทำ
บ้างก็มุ่งหน้าไปยังงานสายบริการต่างๆ บ้างก็มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ทำงานสายที่เกี่ยวกับการกลาโหม
และการรับใช้ประเทศและสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นนำติดตัวไปด้วยก็คือ
บทเพลงคันทรี่ ครับ ภาวะสงครามนี่เอง ที่เป็นตัวช่วยแพร่กระจายกระแสเสียงเพลงคันทรี่ออกไปทั่วทวีปอเมริกาและประชาคมโลก พร้อมๆกับเป็นตัวแผ้วถางทางไปสู่อุตสาหกรรมเพลงคันทรี่ในระดับนานาชาติ เพลงคันทรี่แนวใหม่ ในรูปแบบใหม่ๆ ถูกนำมาแทนที่เพลงคาวบอยแบบเก่าๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ เพลงในแนวฮ้องกีท้องค์ ( Honky-tonk music ) ที่นิยมกันมากในหมู่ผู้ใช้ชีวิตยามราตรี บทเพลงเกี่ยวกับชาวสิงห์รถบรรทุก ภายใต้สิ่งแวดล้อมชีวิตแบบใหม่ๆ สถานบันเทิง โรงเตี๊ยม โรงเต้นรำ ร้านเหล้า และตู้เพลง ( jukebox )
สิ่งหนึ่งที่เข้ามาแทนที่ของเก่า ชนิดที่เรียกว่า ปะทะอย่างจังๆ ก็คือ การเข้ามาของ เครื่องดนตรีไฟฟ้าชนิดต่างๆ เสียงเบสหนักๆ และกลองชุด เหล่านี้รุกคืบเข้ามาพร้อมๆกับตู้เพลง และโรงเหล้า ครับ ถึงตอนนี้ Steel guitar กลายมาเป็นเครื่องดนตรีหลัก เนื่องจากเสียงอันสดใสเร้าใจของมัน
นี่คือที่มาของดนตรีคันทรี่แนวที่เรียกว่า แนวฮ้องกีท้องค์ ( Honky-tonk music ) ดนตรีแนวฮ้องกีท้องค์ ถือกำเนิดขึ้นตามบาร์ริมถนนครับ
ในช่วงระหว่างปี 1930s 1940s ข้างถนนมลรัฐเท็กซัสและโอกลาโฮมา มีบาร์
โรงเตี๊ยม และร้านเหล้า ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ( อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมท้องถิ่น,
เทคโนโลยีพลังงาน, เครื่องดนตรีไฟฟ้า, ฯลฯ และการรุกคืบของวัฒนธรรมบันเทิงเริงรมย์
) ลักษณะเด่นของดนตรีแนวนี้ก็คือ มันรวมเอาเพลง โฟล์คบัลลาดเศร้าๆกับรูปแบบเก่าๆของเพลงคันทรี่เข้าไว้ด้วยกัน
โดยใช้ท่วงทำนองการให้จังหวะรับส่งเทมโป้สูงๆ ประกอบกับ แนวการด้นสด(improvise)อย่างอิสระตามแบบเพลงแจ๊ส
โดยใช้สตีลกีต้าร์ กลองชุด และกีต้าร์ไฟฟ้าเป็น ครื่องดนตรีหลักครับ
คำว่า honky-tonk ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ Al Dexter นักร้องที่เป็นที่รู้จักกันดีแนวนี้ นำเสนอเพลง Honky Tonk Blues ออกมาในปี 1936 และนั่นเป็นครั้งแรกที่คำว่า ฮ้องกีท้องค์ ถูกนำมาใช้จำกัดความแนวดนตรีชนิดนี้จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพลงแนว นี้ที่มีชื่อเสียงอีกเพลงนึงก็คือ Walking the Floor Over You ของ Ernest Tubb ออกเมื่อปี 1941 ซิงเกิ้ลเพลงนี้ทำยอดขาย มากกว่าหนึ่งล้านแผ่นทีเดียวครับ
เรามาส่งท้ายตอน นี้กันด้วยเสียงเพลงแนวฮ้องกีท้องค์ของ Hank Williams กันครับ ........... - Hey Good Lookin' - .........เพลงนี้ดัง นักร้องรุ่นหลังๆเอามาร้องใหม่หลายคน ............เชิญครับ ...เชิญ...
- นายฮิม ท่าน้ำ-
|
หน้า 1
I 2
I 3 I
4 I 5
I 6 I 7
I 8 I 9
I 10 I
11 I 12
I 13 I
14 I
15 I 16
I 17
I 18 I 19
I 20 I 21
I 22
I 23 I
24 I
25 I
26 I
27 I
28 I
29 I
30 I
31 I
32 I
33 I
34 I
35 I
36 I
37 I
38 I
39 I
40 I