รอบรู้เรื่องไวน์  
กับ
คุณคีรี

ตอนที่ ๕: เรียนรู้วิธีดื่มไวน

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ดม...... การดมไวน์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก กลิ่นของไวน์จะมีลักษณะเฉพาะตัว เราจึงต้องจดจำกลิ่นเหล่านี้ให้ดี ในไวน์แต่ละ ยี่ห้อจะมีกลิ่นผสม กันหลายกลิ่น กลิ่นเหล่านี้เกิดจากการหมักและบ่มไวน์ คนปรุงไวน์ไม่ได้เติมกลิ่นเข้าไปแต่อย่างใดครับ อย่าง ไวน์แดง Cabernet Sauvignon นั้น ให้เรานึกถึงกลิ่นช็อคโกแล็ต กลิ่นท๊อฟฟี่ กลิ่นวานิลา กลิ่นผลไม้เปลือกดำบางชนิด กลิ่นแร่ธาตุและกลิ่นดินเป็นต้น พวกฝรั่งเขามักจะอ้างถึงกลิ่น Blackberry หรือ Black currant แม้กระทั่ง Plum กลิ่นผลไม้ เปลือกดำพวกนี้คนไทยอาจจะไม่เข้าใจ ก็ขอแนะนำให้ลองซื้อลูกพรุนมาทานดูนะครับ

จมูกเราสามารถดมกลิ่นได้เป็นหมื่นชนิด แต่ลิ้นเรารับรู้รสได้เพียงไม่กี่อย่าง ดังนั้นการดมกลิ่นจึงมีความสำคัญเอามากๆ เวลายกแก้วขึ้นดม เราจะมี เวลาเพียง ๖ วินาทีเท่านั้น หากไม่สามารถบอกกลิ่นภายในเวลาที่จำกัดนี้ ต้องดึงแก้วออกจากจมูก แล้วเริ่มต้นดมใหม่ ฝึกดมเช่นนี้ไปเรื่อยๆแล้ววันหนึ่ง จะสามรถบอกกลิ่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่าลืมนะครับว่า Aroma หมายถึงกลิ่นที่บอกให้รู้ว่าไวน์ตัวนี้ทำจากองุ่นชนิดไหน ส่วน Bouquet คือกลิ่นที่เกิดขึ้นจากการหมัก และบ่มไวน์ ดังนั้น Aroma จะส่งกลิ่นองุ่นตอนเราดมใช่ไหมครับ? ส่วน Bouquet จะส่งกลิ่นเฉพาะตัวของไวน์ยี่ห้อนั้นๆ อันเกิดจากการบ่มและปรุงไวน์ ผมขอแนะนำ ให้ทดลองดื่มไวน์ยี่ห้อโอปุส วัน Opus One เพราะหาได้ไม่ยากในเมืองไทย กลิ่นแรกที่เราได้รับคือกลิ่นขององุ่นพันธุ์คาเบอร์เนย์ เซอวิยอง และ กลิ่นที่หอมอบอวลตามมาจะเป็นกลิ่นที่เกิดจาก การหมักการบ่ม ตามอายุของไวน์ เช่นกลิ่นช๊อคโกแล็ตและกลิ่นไม้โอ๊คเป็นกลิ่นนำ ซึ่งหากท่านดื่มเป็นประจำ จะสามารถจำกลิ่นและรสไวน์ยี่ห้อนี้ได้ ไม่ยาก ดังนั้นอย่าได้แปลกใจ หากท่านเห็นคนดื่มไวน์นิยมหมุนแกว่งแก้วไวน์ แล้วยกมาดมก่อนดื่มทุก ครั้ง เพราะการแกว่งแก้ว ให้น้ำไวน์หมุนไปรอบแก้วนั้น จะทำให้ไวน์ส่งกลิ่นออกมา และการดื่มไวน์ที่ดีต้องดมกลิ่นก่อนเสมอครับ


คีรี ยอดดอย

หน้า  1 I 2 I 3 I 4 I 5 I 6 I 7 I 8 I 9 I 10 I 11 I 12 I 13 I 14 I
15 I 16 I 17 I 18 I 19 I 20 I 21 I 22 I 23 I 24 I 25 I 26 I 27 I 28 I
29 I 30 I 31 I 32 I 33 I 34 I 35 I 36 I 37 I 38 I 39 I 40 I

Copyright © 2003 Rimping Foundation